ผมพยายามโยงรายการโทรทัศน์ที่ได้ดูสามรายการซึ่งดูเผินๆ อาจจะเป็นคนละเรื่อง แต่แก่นแกนของทั้งสามเป็นเรื่องเดียวกัน คือเรื่องการใช้อำนาจของรัฐในการควบคุม
รายการแรกคือรายการเผชิญหน้า เป็นตอนที่ผู้จัดเชิญคุณโย ยศวดี ผู้เป็นนางแบบอาชีพ กับ สุภาพสตรีท่านหนึ่ง (ขออภัยที่จดชื่อท่านไว้ไม่ทันครับ) ซึ่งเป็นตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม มา "เผชิญหน้า" กันประเด็นทำนองว่า แฟชั่นประเภทที่นุ่งน้อยห่มน้อย ทำให้ศีลธรรมของสังคมไทยเสื่อมถอยลง น่าเสียดายอย่างยิ่งที่คุณโย ไม่สามารถให้เหตุผลที่แหลมคมพอจะโต้แย้งคุณสุภาพสตรีท่านนั้นได้ คุณโยจึงได้แต่ยกประเด็นที่พื้นๆ อย่าง "แฟชั่นคือศิลปะ" และ "นางแบบเวลาทำงานกับตัวตนจริงๆ ไม่เหมือนกันนะคะ" อะไรแบบนี้ ด้วยความพื้นๆ ของการโต้แย้งเลยถูกตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรมแย่งซีนไปครองหมด...เผอิญผมเพิ่งอ่าน และอินกับหนังสือ Genderism โดยคุณโตมร ศุขปรีชา ( http://www.se-ed.com/eshop/Search/SearchList.aspx?SearchType=normal&name=genderism) ซึ่งชำแหละวิธีคิดของกระทรวงวัฒนธรรมในหลายประเด็น ผมเลยเกิดอาการจี๊ดใจสุดๆ กับประโยคปิดท้ายของรายการที่ท่านสุภาพสตรี ในนามของกระทรวงวัฒนธรรมสรุปว่า "สื่อลามกก็เหมือนขยะ เราต้องทำหน้าที่เก็บกวาดไปให้พ้นมือเด็ก และเยาวชน" และ (ประโยคนี้จดไม่ทัน แต่เนื้อความประมาณอย่างนี้) "เรามีหน้าที่ชี้นำว่า สิ่งใดควรไม่ควร"
รายการต่อมาคือรายการข่าวที่นำเสนอการเล่นสงกรานต์แบบปลอดภัย ไม่มีการเล่นแป้ง เล่นสี ไม่มีการลวนลามทางเพศ และปิดท้ายว่า "นี่คือการทำให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชน"
รายการที่สาม คือข้อสรุปเรื่องการฉายภาพยนต์ แสงศตวรรษ ว่าในที่สุดเกิดการตกลงกันได้ระหว่างผู้กำกับ อภิชาตพงศ์ กับกองเซ็นเซอร์ หลังจากมีเรื่องยืดเยื้อกันมาเป็นปี (ผู้กำกับขอฉายฉบับเต็ม, กองเซ็นเซอร์ตัดสี่ฉาก...เลยเกิดการอุทธรณ์เรื่องการตัดสี่ฉากนั้น...ผลการอุทธรณ์สรุปว่าให้ตัดเพิ่มอีกสองฉาก รวมเป็นหกฉาก... เอากับเขาสิครับท่าน)
จากสามรายการที่ผมดู โยงใยมาสู่ประเด็นหลักประเด็นเดียวคือ "การควบคุมโดยภาครัฐ" ซึ่งพยายามเหลือเกินที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทั้งหมดทั้งมวลของพลเมือง ตั้งแต่การแต่งกาย (อ้างว่าแต่งโป๊เป็นเหตุให้เกิดอาชญากรรม...ซึ่งคิดเอาเอง) การเล่นตามวัฒนธรรมประเพณี (ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีเป็นเรื่องที่ "ไม่สถิต" มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา...แต่รัฐไทยพยายามแช่แข็งประเพณีมาตรฐานเอาไว้เพื่อ "ความงดงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อย") หรือแม้แต่งานศิลปะเช่นภาพยนต์ (ซึ่งใช้รสนิยมของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งมาตัดสินว่าอะไรที่คนทั้งประเทศควรจะดู)
ผมเกิดคำถามในใจว่า "รัฐเคยเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เราในเรื่องอะไรบ้าง?" คิดอยู่นานผมไม่เห็นตัวอย่างจาก รัฐ...ตัวอย่างที่ดีผมได้จากพ่อแม่ และครูอาจารย์ที่ "พูดให้ฟัง...ทำให้ดู...อยู่ให้เห็น" แล้วผมก็เลือกกลั่นกรอง ประยุกต์ ปรับเปลี่ยน ให้มาเป็นแบบของผมเอง ผมยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า "รัฐ" มีสิทธิอะไรมาชี้นำและบีบบังคับว่า เราต้องแต่งกายอย่างไร, เราควรตีความและเฉลิมฉลองวัฒนธรรมประเพณีอย่างไร, และเราควรเสพงานศิลปะประเภทไหน
สิ่งที่ชอบมากจากที่สุดจากการดูรายการทั้งสามนี้คือการสัมภาษณ์คุณอภิชาติพงศ์ และท่าทีของเขาต่อเรื่องนี้ครับ
http://content.mthai.com/view.php?pid=13&cate_id=31&content_id=22306&hash_id=1
จากรายละเอียดข้างบนก็จะเห็นว่า คุณอภิชาติพงศ์มีท่าทีที่ "สู้อย่างสร้างสรรค์" ต่อการตัดสินของกองเซนเซอร์ คือยอมฉายภาพยนต์แบบที่ตัดแล้ว แต่ใช้การเซนเซอร์นั้นแหละ คือสัญลักษณ์ที่จะสื่อให้คนดูได้เห็นสารอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้จากบทสัมภาษณ์ในโทรทัศน์ เขาจะจัดนิทรรศการเรื่องการเซนเซอร์ที่หน้าโรงภาพยนต์ ให้คนดูได้เห็นและร่วมกำหนดทางออกต่อปัญหานี้ ซึ่งได้จังหวะกับ พรบ.ภาพยนต์ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ และเขาเชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ประโยคของคุณอภิชาติพงศ์ที่พูดในโทรทัศน์ แล้วผมชอบมากก็คือ (จับมาแต่ความนะครับไม่ได้อัดเทปมา) "แต่ก่อนเรา (คือทีมผู้สร้างภาพยนต์) ไม่เคยเห็นพวกเขา (คือกองเซนเซอร์) อยู่ในสายตา ไม่เคยเห็นว่าพวกเขามีตัวตน เราไม่สนใจ เราจะทำของเราอย่างที่อยากทำ...จนได้มารู้ว่า เขาก็ไม่ได้เห็นเรามีตัวตนเช่นกัน"
ท่าทีแบบนี้ผมว่าน่าสนใจครับ คือ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการควบคุมโดยรัฐ แต่การต่อสู้ต้องเริ่มด้วยการทำความเข้าใจกันและกันก่อน แล้วค่อยกำหนดท่าทีว่าจะเอายังไงต่อไป
สรุปว่าสามรายการผมได้เห็น
การควบคุมของภาครัฐ ซึ่งไม่อยู่บนฐานแห่งความจริงที่ว่าสังคมเปลี่ยนไปตลอดเวลา และปัจจุบันไม่มีใครมีอำนาจที่จะควบคุมอะไรได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การตอบโต้การควบคุมของภาครัฐ แบบพื้นๆ โดยคุณโย
และการตอบโต้แบบสุขุมลึกซึ้ง ฉลาด และเก๋า ของคุณอภิชาติพงศ์
สนุกดีครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับคุณ jaewjingjing
ขอบพระคุณที่กรุณาเข้ามาให้ความเห็นครับ
ผมไม่แน่ใจจริงๆ กับชื่อของสุภาพสตรีท่านที่ออกรายการเผชิญหน้า เทปเดียวกับคุณโย ครับ เพราะเปิดมาดูช่วงกลางๆ รายการแล้ว มองชื่อท่านไม่ทันจริงๆ
ที่แน่ๆ คือท่านทำงานเกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรมครับ
คุณอภิชาติพงศ์ ตอนออกมาโต้แรกๆก็เก็บอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกัน แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆก็ยิ่ง"สุขุมลึกซึ้ง ฉลาด และเก๋า" อย่างที่พี่บอกจริงๆ
ลูกพี่ลูกน้องมัทเรียนโทที่นิติ ทำวิจัยเรื่องกฎหมายสิทธิมนุษยชนในการที่จะเลือกดูหนังหรือทำหนังหล่ะ น่าสนใจจริงๆ น้องบอกว่าข้อมูลน้อยมากๆๆๆๆ