สศค. ยัน ไม่ฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก หลังพบมาตรการก่อนหน้าสัมฤทธิ์ผล หนุนตัวเลขการนำเข้า เก็บภาษี เม็ดเงินสินเชื่อในระบบสะพัด พร้อมยกเลิกตั้งขาดดุลงบประมาณ6-8หมื่นล้านบาท จากที่จะทำกลางปีนี้

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงิน สำนักนโยบายระบบการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ ทิศทางเศรษฐกิจ-หุ้นไทย ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า หลังจากนี้ สศค. คงจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก เนื่องจากพบว่าการประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามีประสิทธิภาพส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจพอสมควรแล้ว โดยจะเห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าของสินค้าอุปโภค บริโภค ตัวเลขยอดขายรถยนต์ ตัวเลขการจัดเก็บภาษี และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมาตรการสินเชื่อทั้งโครงการหมู่บ้านชนบท ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โครงการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางและขนาดใหญ่ (เอสเอ็มแอล) ก็มีส่วนช่วยให้เพิ่มปริมาณเม็ดเงินสินเชื่อในระบบให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น  "การออกมาตรการเศรษฐกิจแพกเกจใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าได้ผลอย่างดี  จึงไม่ต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรอีก เพราะจะเกินความจำเป็น ดังนั้นเรื่องการตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มก็เลยไม่ต้องทำแล้ว" นายโชติชัยกล่าว

สำหรับก่อนหน้านี้ สศค.มีแนวคิดที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม โดยการตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มเป็น          6-8 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้ได้ยกเลิกแล้ว เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศหลายส่วนเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ทั้งปีนี้ สศค.คงนโยบายขาดดุลไว้ที่ประมาณ 1.8% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และคาดว่าจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่านี้อีก เว้นแต่จะมีการลงทุนในโครงการอื่นเพิ่ม ส่วนปีหน้า สศค.ได้ตั้งนโยบายขาดดุลไว้ที่ 2.5% ของจีดีพี เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

ส่วนความคืบหน้าในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกกะโปรเจกต์) ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขึ้นมาดูแลอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเร่งรัดการลงทุนให้เกิดเร็วขึ้น ส่วนจะเกิดการลงทุนในช่วงใดนั้นยังไม่สามารถระบุได้ เพราะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(KEST)กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นภาษีที่รัฐบาลออกในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยให้ความเชื่อมั่นการบริโภค และตัวเลข   การลงทุนปรับตัวดีขึ้น แต่สำหรับภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยการเมืองเข้ามากดดันอยู่ เพราะการต่อสู้เชิงอำนาจยังไม่ยุติ รวมถึงมีการใช้อำนาจบิดเบือนในบางเรื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล ดังนั้นจากเดิมที่บริษัทเคยคาดว่าดัชนีทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 900-1 พันจุด อาจจะเป็นเป็นไปได้ยาก ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโดยตลอดนางสาวฐิติมา ชูเชิด เศรษฐกรทีมวิเคราะห์การคลัง ส่วนเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐ ว่าจะช่วยให้ดัชนีมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

ขยายตัวได้ 0.1-0.2% ของจีดีพีรวม รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนได้ทันทีทางจิตวิทยา ในภาวะที่เศรษฐกิจมีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและวิกฤติอสังหาริมทรัพย์สหรัฐด้อยคุณภาพ (ซับไพร์ม) รวมถึงปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันและสินค้าโภค

แนวหน้า  11  เม.ย.  51