เริ่มต้นขึ้นจากความคิดที่ว่า "มนุษย์พ้นทุกข์ได้" หรือ "เราสามารถสร้างสุขได้" และ "ยังมีคนที่พอพูดกันรู้เรื่อง"

บันทึกนี้เป็นเรื่องของการให้กำลังใจครับ

กำลังจะชวนพี่น้องสาธารณสุขมองในมุมบวกบ้างครับ

เพราะที่ผ่านมา มักจะได้รับคำบ่นอยู่เสมอๆ ว่า

"ชาวบ้านไม่มีเวลามาสนใจเรื่องสุขภาพหรอก...เรื่องปากท้องของเขาสำคัญกว่า"

"ถ้าไม่ถึงตายจริงๆ เขาไม่มายุ่งหรอก"

"เรียนจบมาทำงานเป็นสิบปีแล้ว...เรื่องสุขภาพของชาวบ้านไม่มีอะไรดีขึ้น เจอแต่ปัญหาซ้ำๆ ซากๆ"

แรกๆ ผมก็เห็นด้วยนะครับว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  นักสาธารณสุขต้องสู้กับเรื่องพวกนี้และมันน่าจะท้อใจจริงๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งได้ฟังธรรมบรรยายจาก พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ มีช่วงหนึ่งที่ท่านเล่าเรื่องพุทธประวัติให้ฟังว่า หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงลังเลที่จะเผยแผ่พระธรรมซึ่งเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง...แต่สุดท้ายหลังจากทรงพิจารณาแล้วก็ได้คิดว่า "ยังมีคนที่ยังพอพูดกันรู้เรื่อง" จึงตัดสินพระทัยที่จะเดินหน้าประกาศพระธรรม

ได้ฟังแล้วเกิดความคิดเชื่อมโยงมาถึงงานที่เราทำ ทำให้ได้คิดต่ออีกหลายแง่มุมครับ

เรื่องแรกก็คือ ทำไมเวลาเราทำงานเราต้องเล็งผลเลิศว่ามันจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน ทุกคนจะต้องได้ประโยชน์ ต้องมาสนอกสนใจกับสิ่งที่เราทำ...ผมว่าความคิดแบบนี้ไม่อยู่บนฐานของความจริง เพราะคนก็มีทั้งประเภทที่ "ยังพอพูดกันรู้เรื่อง" และประเภทอื่นๆ เอากลุ่มที่ยังพอพูดกันรู้เรื่อง มาเป็นกำลังใจในการทำงานดีไหมครับ

เรื่องต่อมา เมื่อเปรียบเทียบการทำงานเพื่อ "สุขภาวะ" ของนักสาธารณสุข กับแนวคิดทางพุทธศาสนาเกิดอาการ "เอ๊ะ" ขึ้นมาว่า การเผยแผ่พระศาสนาทั้งกระบวนนั้นก็เพื่อ "การจัดการกับความทุกข์" นี่นา ไม่ใช่มีแต่นักสาธารณสุขพวกเดียวนะครับที่พยายาม "สร้างสุข" ให้กับผองชน

หากปรัชญาหลักของสาธารณสุขคือ "Philosophy of the most"

และจุดประสงค์ของการประกาศพระศาสนาที่พระพุทธเจ้าบอกไว้แก่พระกลุ่มแรกที่ออกเผยแผ่พระศาสนาคือ

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงแสดงธรรม อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะอันบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง

(http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=5399&highlight=%BE%E3%F0%E4%B5%E3%BB%F4%AE%A1)

ผมมองว่าเป้าหมายนี้ครอบคลุมเรื่องสุขภาพตามนิยามสมัยใหม่อย่างลึกซึ้ง

พุทธบริษัทพยายาม "สร้างสุข" มาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว การสร้างสุขนี้มีการต่อสู้ การดิ้นรน การปรับตัว การเปลี่ยนแปลง การย้ายถิ่นฐาน จากจุดเริ่มต้นในชมพูทวีป จนปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในระบบการใช้ชีวิตเพื่อภาวะที่ปราศจากทุกข์ ที่มีคนเลื่อมใสศรัทธาไปทั่วโลก

หลักการหลายๆ เรื่องก็เป็นเรื่องเดียวกันครับ (เรื่องนี้คิดต่อยอดมาจากหนังสือของท่านอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์อีกเช่นเคยครับ) เช่น พระธรรม+พระวินัย ก็คือ ระบบองค์ความรู้+ระบบการปฏิบัติ เพื่อให้ไม่เป็นทุกข์ (เพื่อให้ไม่เป็นโรค), ลีลาชีวิตที่พูดกันในวงการของเรา ใช่หรือไม่ มันก็คือ ศีล นี่เอง,คุณภาพชีวิตในภาษาใหม่ ก็คือ บุญ ในความหมายดั้งเดิมของเราครับ

หลายพันปีผ่านไป พระธรรมวินัย ยังคงอยู่และเป็นกระบวนการหลักในการ "สร้างสุข" ให้กับมนุษยชาติ เริ่มจากคนที่พอพูดกันรู้เรื่อง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้แหละที่เกื้อกูลให้เกิดสุขแก่พหูชน หรือคนหมู่มาก...คิดอย่างนี้ นักสาธารณสุขน่าจะมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นครับ

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากความคิดที่ว่า "มนุษย์พ้นทุกข์ได้" หรือ "เราสามารถสร้างสุขได้" และ "ยังมีคนที่พอพูดกันรู้เรื่อง"

ขอให้กำลังใจพี่น้องทุกคนครับ