ผลการใช้ที่ผ่านมาพบว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะไม่ตายให้เห็น แต่ไม่พบทำลายต้นข้าวคาดกว่าคงจะหนี้ไปเพราะน้ำในนาและต้นข้าวมีรสขม ถ้าฉีดพ่นเมื่อต้นข้าวอายุ 1 เดือนข้าวจะมีลำต้นแข็งแรงการเจริญเติบโตดี ลดต้นทุนเป็นจำนวนมาก

ในช่วงต้นฤดูร้อนเกษตรกรผู้ทำนาเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง  ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  โดยบางพื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดชัยนาท ประสบปัญหาสร้างความเสียหายแปลงข้าวของเกษตรกร ขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยหมั่นสำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอ เพราะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาจอพยพมาตามลมได้โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาหว่านน้ำตม ปลูกข้าวหนาแน่น และใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป  เมื่อมีความชื้นสูงเหมาะแก่การขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อาจเกิดการระบาดมาก ๆ จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ การป้องกันและกำจัดเป็นภาระที่เกษตรกรจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง ผู้อื่น และสภาพแวดล้อม เพราะถ้าฉีดพ่นสารเคมีที่ผิดอาจสร้างปัญหาตามมาเกินกว่าจะแก้ไขได้ เนื่องจากสารเคมีซึ่งมีพิษการทำลายสูงจะฆ่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวแก่ กับศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชตายจำนวนมาก  แต่ก่อนการฉีดพ่นสารเคมีได้วางไข่ไว้ในกาบใบเรียบร้อยแล้ว  อีกทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบางส่วนประมาณร้อยละ 10-15  ไม่ตาย  เกิดการสร้างภูมิคุ้มกัน หรือเรียกว่าดื้อยาขึ้น  เมื่อตัวอ่อนฝักออกจากไข่ร่วมกับส่วนนี้จะสร้างปัญหามากขึ้น เพราะไม่มีศัตรูธรรมชาติในแปลงนาคอยควบคุมอีกแล้ว  ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลศัตรูข้าวที่สำคัญนี้  ผู้เขียนได้รับทราบจากนายวิชัย  มาฆพัฒนศิลป เกษตรอำเภอสรรคบุรี ว่ากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสระไม้แดง  เลขที่ 20/2  หมู่ 16 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท  นำบอระเพ็ดแห้งบดเป็นผง แช่น้ำเพื่อนำน้ำสกัดจากบอระเพ็ดไปใช้ในการฉีดพ่นเพื่อขับไล่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ลดต้นทุนจากการจัดหาสารเคมีจำนวนมาก

นางสุพิทย์  ศรีทอง เกษตรกรผู้ทำนา ซึ่งเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสระไม้แดง วัย 53 ปี  กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะพบบอระเพ็ดขึ้นตามต้นมะม่วงในหมู่บ้าน  เมื่อตัดนำมาใช้ประโยชน์แล้วจะงอกขึ้นมาใหม่  จากผลที่ได้ทดลองใช้ด้วยการหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หว่านในนาอัตรา 5  กก./ไร่  ได้ผลดี คือไม่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลาย  เนื่องจากต้องใช้ในปริมาณที่มากจึงทดลองทำเป็นผงเพื่อสกัดสารที่สำคัญด้วยน้ำ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้  นำลำต้นของบอระเพ็ดมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปตากแดดให้แห้งสนิท(สด 5 กก. เมื่อแห้งแล้วจะเหลือประมาณ 1 กก.)   ก่อนนำไปบดให้เป็นผงละเอียดเพื่อเก็บรักษาไว้ได้นานพร้อมที่จะนำไปใช้ต่อไป

การนำไปใช้  เมื่อพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  นำผงบอระเพ็ด แช่น้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 4  คือผงบอระเพ็ด 1 กก. แช่น้ำสะอาด 4 ลิตร (ใช้ได้ในพื้นที่นา 20 ไร่)  ดังนั้นถ้าจะนำไปใช้ในพื้นที่นา 10 ไร่ จะใช้ผงบอระเพ็ดจำนวน ครึ่งกิโลกรัมแช่ในน้ำสะอาด 2 ลิตร แช่นาน 1 คืน เมื่อจะใช้ให้กรองด้วยผ้าขาวบางป้องกันเศษผงอุดตันหัวฉีด(กากนำไปหว่านในนา)  อัตราส่วนที่ใช้คือน้ำหมักบอระเพ็ด 200 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 20  ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว โดยไม่ต้องควบคุมระดับน้ำ ผลการใช้ที่ผ่านมาพบว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะไม่ตายให้เห็น แต่ไม่พบทำลายต้นข้าวคาดกว่าคงจะหนี้ไปเพราะน้ำในนาและต้นข้าวมีรสขม  ถ้าฉีดพ่นเมื่อต้นข้าวอายุ 1 เดือนข้าวจะมีลำต้นแข็งแรงการเจริญเติบโตดี  ลดต้นทุนเป็นจำนวนมาก และมีสุขภาพที่แข็งแรงไร้ความกังวลจากอันตรายของสารพิษเพื่อการเกษตร  ขณะนี้มีเพื่อนเกษตรกรหลายรายนำบอระเพ็ดมาจ้างบดให้เป็นผงจำนวนมาก  จึงขอเชิญชวนเพื่อนเกษตรกรปลูก และนำสมุนไพรไทยเช่นบอระเพ็ดมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร ถึงแม้ว่าจะเพิ่มความถี่ของการฉีดพ่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ตายให้เห็นเช่นสารเคมี จึงต้องเตรียมความอดทนทำใจไว้ที่ไม่ได้ความสะใจเห็นเพลี้ยตายไปต่อหน้าต่อตา  แต่ก็ไม่ทำลายข้าวเสียหาย  ต้นทุนต่ำกว่าคุ้มค่ามาก โดยเฉพาะความสมดุลของสภาพแวดล้อมในแปลงนากลับคืนมา ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 056-437015 ยินดีต้อนรับค่ะ

               นายรังสรรค์  กองเงิน  เกษตรจังหวัดชัยนาท  กล่าวฝากถึงผู้อ่านว่า ในช่วงนี้ขอให้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การปลูกข้าวอย่าปลูกข้าวหนาแน่นเกินไป อย่าใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป และควรปลูกพืชอื่นสลับเพื่อตัดวงจรชีวิตและการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  หมั่นสำรวจปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและศัตรูธรรมชาติ เช่น มวนเขียวดูดไข่ แมงมุม แตนเบียนต่าง ๆ หากพบอัตราส่วนศัตรูธรรมชาติ ต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อยู่ในอัตรา 1:5 (ศัตรูธรรมชาติ 1 ตัว ควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ 5 ตัว) หากพบตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลรวมตัวเป็นกลุ่ม ๆ บริเวณเหนือระดับน้ำใกล้กับต้นข้าว ให้ระบายน้ำออกกรณีที่ระบายน้ำออกได้เพื่อปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  และถ้ามีปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มากกว่าศัตรูธรรมชาติในอัตราส่วน 5:1 (ค่าเฉลี่ยที่สำรวจ มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 5  ตัว แต่มีศัตรูธรรมชาติ 1 ตัว) ให้ดำเนินการปฏิบัติดังนี้คือ ใช้เชื้อราขาวบิวเวอเรีย ผสมน้ำและสารจับใบฉีดเวลาช่วงตอนเช้า หรือช่วงตอนเย็นและควรพ่นให้เชื้อราสัมผัสกับเพลี้ยกระโดดโดยตรง สามารถควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ หรือสารสมุนไพรเช่นบอระเพ็ด แต่ถ้าไม่มีทางเลือกใด ๆ ขอให้เกษตรกรใช้สารเคมีพ่นกำจัด เช่นแอพพอส 10 % ,ไอโซโปรคาร์ป (มิพซิน) 50 % ดับบลิวพี ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้และผลผลิตเกษตร หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด  ใกล้บ้านท่าน

ชัด   ขำเอี่ยม/รายงาน ([email protected])

รายการเกษตรรับอรุณวันเสาร์เวลา  06.10 น

ที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยจังหวัดชัยนาท