งานวิจัยชั้นเรียน

รายงานการพัฒนาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้

วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา

เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านขี้เหล็กเหล่าสมบูรณ์ 

อ วิรัช   ทิพม่อม

 
ความเป็นมา

การเรียนการสอนวิชาฟุตบอล มีคำอธิบายรายวิชาว่า ความรู้ทั่วไปและคุณค่าของฟุตบอล ทักษะเบื้องต้นเฉพาะตัว ระเบียบกติกามารยาทของการเป็นผู้เล่นและผู้ดูที่ดี การบริหารร่างกายและบำรุงรักษาสุขภาพ การเล่นด้วยความปลอดภัยและบำรุงรักษาอุปกรณ์การเล่น

           กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีคุณค่าต่อผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม ซึ่งการเล่นฟุตบอลจะช่วยสร้างให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไว การตัดสินใจที่รวดเร็วแน่นอน มีจิตใจที่สุขุมเยือกเย็น ทำให้เกิดความสามัคคีในทีม ทำให้มีการรับผิดชอบต่อหน้าที่ เกิดความสนุกเพลิดเพลินทั้งผู้เล่นและผู้ดู ตลอดจนมีการปรับตัวเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี และยังส่งเสริมให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งจะทำให้หลีกเลี่ยงอบายมุขและยาเสพติดได้ ดังที่ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ Joar Havalang ได้กล่าวใน FIFA NEWS (1992) ว่าฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ฟุตบอลเป็นการฝึกชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง การใช้เวลาว่างของเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเขาอาจจะต้องต่อสู้กับยาเสพติด ดังนั้น จึงต้องเอาชนะ ยาเสพติดด้วยการเล่นกีฬา ซึ่งหมายถึงการเล่นฟุตบอลนั่นเอง กีฬาฟุตบอลเป็นที่นิยมแพร่หลาย ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเล่นกันอย่างกว้าง ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นด้านเอกชน ด้านรัฐบาล ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา

           ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติมาตั้งแต่พุทธศักราช 2468 (สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2537) และแผนการพัฒนากีฬาแห่งชาติ ได้บรรจุกีฬาฟุตบอลให้เป็นกีฬาอาชีพนำร่องและจัดการแข่งขันในเดือนพฤศจิกายน 2542 เป็นต้นมา และมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลในระดับเยาวชนและประชาชน เช่น กีฬานักเรียนในจังหวัดต่างๆ ทั้งนักเรียน นักศึกษา กรมพลศึกษา กีฬาวิทยาลัยพละศึกษา กีฬามหาวิทยาลัย กีฬาเยาวชนแห่งชาติ การแข่งขันฟุตบอลลีกภายในประเทศ ระหว่างประเทศ หรือในระดับนานาชาติที่สำคัญ

           ด้วยความสำคัญของวิชาพลศึกษาที่เป็นช่องทางหนึ่งของการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ปรับตัวที่จะดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีเหตุผล ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูผู้สอนจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา วิชาพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล เพื่อให้เป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา ให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ และมีทักษะทางวิชาการเพื่อรักษาสมรรถภาพและบุคลิก ลักษณะของตนเองในชีวิตประจำวันได้

 

1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย

           1.12 เพื่อพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ  พลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

           1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้    สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียน

           1.2.3 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

 

1.3 ขอบเขตการวิจัย

           การวิจัยครั้งนี้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้

           1.3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

           ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านขี้เหล็กเหล่าสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 22 คน ได้มาโดยวิธีการการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive  Sampling)

 

           1.3.2 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย

           เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ใช้เนื้อหาสาระการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

 

1.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย

           ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 18 ชั่วโมง ซึ่งไม่รวมกับการทดสอบก่อนและหลังเรียน

 

 ผลการศึกษา

พบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบประจำแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 73.27 จากคะแนนเต็ม 90 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.41 ส่วนคะแนนเฉลี่ยจากการทำทดสอบแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนของนักเรียน เท่ากับ 10.86 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 54.32 และคะแนนหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 16.86 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.32 แสดงว่า แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ ค่าเท่ากับ 81.41/84.32 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80

นักเรียน ที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

 

 

 

 

ดัชนีประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ฟุตบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6567 แสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6567 หรือคิดเป็นร้อยละ 65.67