ไขมันจำนวนมากไปสะสมในตับ ทำให้ตับมีการอักเสบทีละเล็กละน้อย จนกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และอาจจะกลายเป็นมะเร็งของตับได้ ...

โรคไขมันในตับ

โรคไขมันในตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ หรือ Non Alcoholic Fatty Liver Disease, NAFLD คุณหมอ Ludwig ในปี 2523 เป็นผู้ที่ทำให้วงการแพทย์รู้จักโรคนี้ว่า มีไขมันจำนวนมากไปสะสมในตับ ทำให้ตับมีการอักเสบทีละเล็กละน้อยจนกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และอาจจะกลายเป็นมะเร็งของตับได้

สมัยก่อนหน้าที่แพทย์จะรู้จักโรคนี้ ถ้าแพทย์ตรวจเลือดพบว่าการทำงานของตับ (Liver function test) คือ SGOT และ SGPT มีความผิดปกติ แต่ไม่พบเชื้อไวรัสชนิดB หรือC จะบอกกับผู้ป่วยว่าเป็นโรคไขมันในตับ ไม่ร้ายแรงและไม่มีอันตราย

แต่ในสมัยนี้ ความรู้เรื่องไขมันในตับมีมากขึ้น จึงทราบว่า โรคไขมันในตับนี้ มีความสำคัญและอันตรายมาก เนื่องจากโรคนี้เกี่ยวข้องกับโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และร่างกายดื้อต่อสารอินซูลิน(สารอินซูลินมีหน้าที่คอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด)

            ท่านที่ไม่แน่ใจว่าอ้วนมากเกินไปหรือไม่ สามารถตรวจสอบดัชนีมวลกาย Body mass index (BMI) โดยการนำน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร ด้วยความสูง (เมตร) กำลังสอง เช่น ดิฉันมีน้ำหนักตัว 58 กิโลกรัม ส่วนสูง 1.64 เมตร ค่า BMI = 21.56 ซึ่งค่าปกติสำหรับคนเอเซีย คือต่ำกว่า 23 และผู้หญิงไทยควรมีรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว หรือมีพุงต่ำกว่า 80 เซนติเมตร ผู้ชายควรมีพุงต่ำกว่า 90 เซนติเมตร

ถ้าท่านยังไม่มีความดันโลหิตสูง ไม่มีไขมันในเลือดสูงไม่อ้วน ไม่เป็นเบาหวานป้องกันไว้ก่อนดีกว่าค่ะ ดีกว่าต้องนอนโรงพยาบาล ทนกับความเจ็บปวด และต้อง เสียเงิน เสียเวลา รักษาตัว เดือดร้อนคนรอบข้างอีก อัตราเสี่ยงน่าอยู่ที่ โรคอ้วน เสียส่วนมาก เนื่องจากอาหารการกิน ในชีวิตที่เร่งด่วน และการออกกำลังกาย

สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็สดใส การงาน การเงินก็แข็งแรงตามค่ะ ....

                                                                                 morisawa 

 

แหล่งอ้างอิง; พินิจ กุลละวณิชย์,โรคไขมันในตับที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์, สภากาชาดไทย 2007.