การฟัง การอ่านทำให้ได้คิดนะคะ หมู่นี้ต้องฟัง 2 หนุ่มน้อยที่บ้านเล่าเรื่องรอบๆตัวที่โรงเรียนอีกแล้ว เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูการเรียนกันแล้ว แม้จะเป็นช่วงเวลาปิดเทอม แต่เด็กที่จะขึ้นชั้นม.4 กับ ม.6 นี่เขาต้องมีเรียนปรับพื้นฐาน มีเรียนล่วงหน้าเพื่อให้เทอมหลังไม่ต้องเรียน เฮอ...ยิ่งวันยิ่งรีบเร่งชีวิตกันไปหมด เรียกว่ามีระบบอะไรอยู่ เราก็พากันเดินล่วงหน้ากันไปหนึ่งก้าวอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าจะไม่ทันคนอื่น ก็เลยกลายเป็นการวิ่งไปหมดทุกๆที่ทุกๆเรื่อง รู้สึกว่าสมัยเราไม่ต้องรีบเร่งกันขนาดนี้ คนอยู่ม.6 สมัยนี้รู้สึกจะไม่มีโรงเรียนไหนไม่รีบเร่งเรียนให้เสร็จหลักสูตรกันตั้งแต่ครึ่งปีแรกเลย แล้วครึ่งปีหลังก็จะเป็นการเตรียมสอบ สอบ และสอบ
หันกลับมาดูคนทำงาน เราก็คิดถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่มีใครอยากอยู่กับที่ ทำงานแล้วก็ต้องเขยิบให้สูงขึ้นๆ สูงขึ้นๆ แต่บางทีการสูงขึ้นๆก็ไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานให้ได้ประโยชน์มากขึ้นๆ เราไม่ได้พอใจกับสิ่งที่เราทำกันจริงๆสักเท่าไหร่ หากคิดตั้งเป้าที่จะก้าวหน้าบางทีอาจจะต้องเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
แปลกใจตัวเองเสมอค่ะว่า ชอบทำงานแต่ไม่ชอบก้าวหน้า ไม่เห็นอยากเป็นอยากได้อยากเลื่อนตำแหน่งอะไรที่ต้องตะเกียกตะกายจัดการเอาเอง รู้ว่าสิ่งที่เรามีติดตัวจะเอาไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น อยากจะไปให้ไกลถึงไหนก็ทำได้ไม่ยากเย็น แต่ไม่เห็นรู้สึกว่าอยากจะทำ คิดว่าความสุขจากการได้ทำสิ่งที่ทำอยู่ก็เพียงพอแล้ว ใครจะมาบอกว่าเสียดายความรู้ เราก็ยังเห็นว่าเราใช้ความรู้ความคิดและสิ่งที่เรามีให้เกิดประโยชน์กับงาน กับอะไรรอบๆตัวอยู่แล้ว อาจจะไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่ แต่งานเล็กๆทั้งหลายเหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นส่วนประกอบขององค์กรใหญ่ๆ คิดว่าการค้นพบตัวเองนี่แหละค่ะ สำคัญที่สุด นอกจากจะเป็นประโยชน์กับตัวเองแล้ว ยังไม่เป็นภาระของสังคมเหมือนคนเก่งๆ ทั้งหลายที่กำลังใช้ความรู้ความสามารถและโอกาสของตัวเองบริหารประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเพื่อตัวเองที่เราก็เห็นกันอยู่ไม่น้อยทุกวันนี้
เห็นด้วยกับพี่โอ๋ทุกประการ ผมชอบการเดินทาง เน้นว่าเดิน ไม่ใช่วิ่ง การเดินทำให้เราสัมผัสสิ่งต่างๆมากมาย มีเวลาที่จะพินิจพิเคราะห์ สังเกตุ สิ่งต่างๆ แต่สังคมปัจจุบันนี้มันใช้วิธีวิ่งไปหมด ทั้ง วิ่งเต้น วิ่งแข่ง วิ่งหนี วิ่งราว วิ่งให้ถึงเส้นชัย ไม่รู้จะวิ่งไปถึงไหนกัน
ทุกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ล้วนมาจากสิ่งเล็กๆน้อยๆทั้งนั้น ฐานรากของตึกสูงๆระดับโลก หรือ สิ่งมหัศจรรย์ระดับทั้งหลาย ข้างล่างก็เป็นทรายเป็นเม็ดเล็กๆทั้งนั้น รวมทั้งสนามบินที่แย่ที่สุดในโลกที่ กทม ด้วย
ผมยังเชื่อเสมอว่าทำทุกอย่างด้วยความสุข สุขนั้นจะกลับมาหาเราครับ แต่คำนี้มันย้อนกลับมาหาผมแบบแสบๆคัน ครั้งหนึ่งน้องนนท์เค้า งอแงไม่ยอมเข้าเรียนคลาสลีลาศ ที่โรงเรียนเค้าสอนเป็นกิจกรรมพิเศษ คุณครูก็มาบอก คืนนั้นก็นั่งคุยกันถึงเหตุผลกัน น้องนนท์ก็ถามผมว่า ป๋าป๋าเคยบอกไม่ใช่เหรอว่า ให้เรียนและทำทุกอย่างด้วยความสนุกและมีความสุข เค้าไม่สนุกที่จะเรียนลีลาศแล้วทำไมเค้าต้องเข้าเรียนด้วย เป็นคำถามที่ผมและคุณแม่เค้าได้แต่ อึ้ง ครับ แต่สุดท้ายก็ต้องกล่อมกัน ยกเหตุผลต่างๆนาๆ จนตอนนี้ เค้า ก็ยอมเรียน แต่รู้สึกว่าจะเรียนไปแบบงั้นๆครับ
คุณหนึ่งคะ ดีจังค่ะที่ได้รู้ว่ามีคนคิดเหมือนกัน พี่โอ๋เป็นคนหนึ่งที่พยายามบอกลูกเสมอและทำให้ลูกเห็นจริงๆว่า การแข่งขันเพื่อเอาชนะ เพื่อให้ได้ดีกว่า เพื่อให้ได้เปรียบ เพื่อให้ไม่เสียเปรียบนั้น ไม่ใช่สาระอะไรของชีวิตเลย เรารู้ตัวเราเองเอาไว้ว่าเราทำอะไรได้แค่ไหน ต่อไปก็ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างมีความสุข แล้วเราก็จะมีแต่มิตร สบายกว่าคนที่คอยแต่จะแข่งขันเอาชนะ เอาดีเอาเด่นกว่าคนอื่น
ดีใจที่ได้เห็นผลงานจากพี่วั้นค่ะ ว่าเขาไปแข่งขันอะไรที่ไหน เขาก็จะมีความสุขกับผลงานที่ทำได้ และมักจะได้เพื่อนจากคนที่มาแข่งกับเค้า เพราะคนอื่นก็จะรู้สึกได้ว่า เขาทำไปตามกติกา และไม่มุ่งเอาชนะอย่างเดียว แต่พร้อมที่จะเรียนรู้แบ่งปัน เราคนเป็นแม่ เห็นว่าลูกเป็นแบบนี้ (ไม่รู้ว่าลูกรู้ตัวหรือไม่) ก็ดีใจค่ะ เพราะประโยชน์ก็อยู่ที่ตัวเขานั่นเอง มีแต่เพื่อนไม่มีศัตรู
สำหรับเรื่องลีลาศของน้องนนท์ ก็เป็นการสอนให้ลูกรู้เหมือนกันนะคะว่า เราอาจจะต้องทำอะไรตามที่คนอื่นกำหนดบ้าง ไม่ใช่ว่าเราจะทำตามที่เราอยากให้เป็นเสมอไป แต่อาจจะช่วยได้ด้วยการเอามาใช้ เช่นชวนให้เขาสอนให้เราเต้นบ้างอะไรแบบนั้นน่ะค่ะ เพราะอะไรที่เรียนแล้ว พ่อแม่สนใจอยากรู้อยากเรียนบ้าง ก็อาจจะทำให้เขาอยากเรียนเพื่อเอามาแบ่งปันให้เราก็ได้ ดีกว่าเรียนไปแบบงั้นๆน่ะค่ะ (ช่วยเขาทางใจได้บ้างนะคะ) พี่โอ๋ใช้วิธีนี้แล้วพบว่าลูกๆก็จะอยากทำอะไรที่เขาไม่ชอบเพื่อเราได้เหมือนกัน แต่เราต้องจริงใจนะคะ สนใจจริงๆ เด็กๆเขามี sense ที่จะรู้ได้ว่าเราคิดยังไง รู้สึกยังไง สำหรับลูกๆแล้ว พี่โอ๋พบจริงๆว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูดมากๆค่ะ