การเรียนศิลปะ

     วันนี้อยากมาแลกเปลี่ยนเรื่อง ที่อาจจะฟังดู ว่าธรรมดามากๆ ในคนที่อยู่ในแวดวงศิลปะ แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นพื้นที่ดำมืด  ของคนที่ไม่ได้เรียนศิลปะ  ก็เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง ด้วยภาษาสบายๆ (หรือเปล่า)

     จริงๆ แล้ว การเรียนศิลปะ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ใครๆ ก็เคยเรียนศิลปะกันมาทั้งนั้น ( ถ้าได้เขาสู่การ เรียนที่เป็นระบบ แต่จริงๆ ถึงไม่เข้าระบบก็ได้เรียนแต่อาจจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์) การเรียนศิลปะ ในวัยเด็ก  ส่วนใหญ่เด็กจะชอบ เพราะได้วาดรูปโน้นรูปนี้ วาดจินตนาการของตัวเอง การให้คะแนนใครวาดรูปสวย (ในความคิดของครู) ก็จะได้คะแนนเยอะหน่อย เราๆ ท่านก็จะคุ้นชิน กับความรู้สึกว่า  การเรียนศิลปะ ก็ต้องนำไปสู่ การวาดรูปที่สวย  ยิ่งเป็นเด็กที่โตขึ้น โดยเฉพาะ ในระดับมัธยมก็จะมีอีกระดับคือ วาดให้เหมือน แล้ว เราเคยตั้งคำถามไหมว่า เอ ! ศิลปะนี่เขาเรียนไปทำไม เรียนยังไง 

    จริงๆ ศิลปะ ๆก็เป็นสาขาหนึ่งของสุนทรียศาสตร์ ศิลปะที่เราเรียนวาดๆ เขียนๆ ก็เป็นเพียงแขนงหนึ่ง ของศิลปะ ที่เป็นศาสตร์ใหญ่ๆ ที่ประกอบไปด้วย ดนตรี วรรณคดี  การแสดง ฯ การเรียนศิลปะนั้นในการเรียน แต่ละระดับก็มีเป้าหมายที่ต่างกัน คือ ถ้าในเด็กเล็ก ศิลปะ การเรียนที่ให้เด็ดวาดนั้นวาดนี่ ปั้นนั้นปั้นนี่ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อของมือ  ของนิ้ว  ฝึกความคิดในส่วนของจินตนาการ  ดังนั้นความสวยความเหมือน จึงเป็นเป้าหมายรองๆ แต่ถ้าในเด็ก ที่โตขึ้นอย่างในระดับมัธยม แน่นนอนครับ ก็ต้องพัฒนาทักษะพื้นฐานของการใช้มือ   ตา  ให้สัมพันธ์กัน คือตาเห็นยังไง  มือก็ต้องเขียนได้อย่างนั้น รวมทั้งองค์ประกอบทางศิลปะ เพื่อที่จะนำไปสู่การ เรียนศิลปะในขั้นสูงขึ้น  ฝึกการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ เช่น ภู่กัน สีประเภทต่างๆ ให้ชำนาญ พอเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย ที่เป็นการเรียนระดับปริญญา  ก็ต้องมาเรียนเทคนิควิธีขั้นที่สูงขึ้น และต้องเริ่ม ฝึกสร้า้งงานที่มีแนวคิดเฉพาะของตนเอง  ซึ่งแนวคิดเฉพาะเหล่านั้น  ผู้เรียนต้องแสวงหาและสร้า้งขึ้นมา ด้วยตนเอง  ไอ้แนวคิดนี่แหละ สำคัญเพราะมันเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากภายในของศิลปิน  ที่กลั่นกรอง บวกกับทักษะฝีมือจึงจะสร้างงานขึ้นมาได้

     คนเรียนศิลปะทุกคน จึงไม่อาจก้าวเข้าสู่ความเป็นศิลปินได้  หลายคนวาดรูปดี ปั้นเก่ง ฝีมือสูง  แต่เมื่อ ขาดแนวคิด ที่ดี  รูปนั้นมีคุณค่าแต่คุณค่าอาจจะยังไม่มากพอ  การเรียนศิลปะในขั้นสูง  จึงเป็นกระบวน การทางปัญญา มากกว่ากระบวนการทางทักษะ ดังนั้นถ้าจะทำว่าเรียนศิลปะไปทำไม  ก็บอพูดในทัศนะของผมว่า  เป็นการเรียนเพื่อแสวงหาปัญญา  ตรงนี่แหละสำคัญ สำคัญยังไง  สังเกตไหมครับว่า  คนเรียนศิลปะ  จนก้าวข้ามมาสู่ขั้นศิลปิน  จะมีบุคลิกอย่างหนึ่งที่  คนทั่วๆ ไป เรียกว่า  "ติสแตก" เพราะ  การเรียนในปัจจุบัน ที่เป็นกระแสหลัก  เราเรียนไปเพื่อ  "หางานทำ" ดังนั้น พอลูกหลาน ใครมาเรียนศิลปะ  ก็จะถูกตั้งคำถามว่า  จบมาจะไปทำอะไร  วาดรูปขาย ? แต่คนเรียนศิลปะ กลุ่มหนึ่งเขาเรียนเพื่อพัฒนาปัญญา  พัฒนาความคิดภายใน  จริงๆ ผมมีหนังสือแนะนำเรื่องนึง  ที่แสดง กระบวนการเรียนรู้ แบบนี้ได้ดี ชื่อหนังสือ คือ " มูซาชิ" หนังสือเล่มนี้  ดร.ชับวัฒน์ ถิระพันธุ์  สั่งให้อ่านก่อนเข้าชั้นเรียน ตอนผมเรียน Course work ปริญญาเอกที่ มหิดล  ผมอ่านแล้ว จึงได้ความกระจ่างขึ้นมาก มูซาชิ ต้องการเป็นซามูไรอันดับหนึ่ง  เขามุ่งเรียนเพลงดาบ  ฝึกการต่อสู้  แต่อาจารย์ของเขากลับให้  ขังเขาไว้ในหอคัมภีร์ เพื่ออะไร... ? มูซาชิ  เดินทางมา เจอชาวบ้าน ชาวนา มูซาชิ ก็ลองทำนา  แต่จากการทำนา มูซาชิ ได้ปัญญา.....แล้วเข้าใจว่า การจะเป็น  ซามูไรอันดับหนึ่ง เขาต้องมีมากกว่าเพลงดาบ และเทคนิคการต่อสู้

 ดังนั้นการเรียนศิลปะ  ส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาทักษะทางศิลปะ  แต่ส่วนหนึ่งคือการสร้า้งปัญญา  คำถามสำคัญ คือเราจะทำอย่างไร  ให้กระบวนการเรียนศิลปะ  สามารถที่จะมีพลังพอในการสรา้งปัญญา ไม่ใช่แค่วิชาที่เรียนให้ผ่าน แต่ทุ่มเทการเรียนกับวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  อย่าง บ้าคลั่ง เพียงเพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยติด แล้วออกมาหางานทำ เท่านั้นหรือ.....