ผู้เขียนได้เติมเต็มความรู้ที่ขาดหายไป

    นี้เป็นบันทึกที่ผู้เขียน จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ต่อจากบันทึกก่อน เมื่อมาถึงอินเดียครั้งแรก คนเดียว ลองอ่านดูนะคะ ผู้เขียนเขียนไว้ช่วงที่ยังจำความรู้สึกได้ดี และถ้าจะนำมาเทียบเคียงกับตัวท่านเอง เวลาตกอยู่ในสภาพนี้ ท่านคิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ

******************************************************************

                                      สวัสดีอินเดีย

  คำๆนี้ "สวัสดี" ผู้เขียนได้ยินจากปากของคนอินเดีย ชัดถ้อยชัดคำที่สุด ทั้งช่วงที่อยู่พุทธคยาและกุสินารา คงเป็นประเพณี ที่เขาจะต้องทักทาย โดยเฉพาะกับคนต่างชาติ เช่นเรา ที่ดูจะตัวขาวๆกว่าเขา

 ที่จริงผู้เขียนเคยแจ้งการเดินทางเอาไว้ ตามที่คุณพลเดช บอกว่า จะมีพระมหาจูม แห่งวัดไทย พุทธคยามารับที่สนามบิน เมื่อเครื่องลง แตะแผ่นดินอินเดีย ผู้เขียนก็เฝ้ามองหา พระสักรูป ที่เคยเห็นจากภาพที่คุณพ่อสกล ส่งเมล์มาให้ดูล่วงหน้า แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีพระมารอรับเลย ผู้เขียน โทรศัพท์หาท่าน ครั้งแรกติดต่อไม่ได้ เวลาตื่นเต้นชอบลืม นี่ก็ลืมใส่รหัสทางอินเดียไว้ พอนึกได้ ก็ใส่ไป จึงติดต่อท่านได้ ใส่ 91 ตัด0ออก จึงติดต่อได้ ท่านแจ้งว่า กำลังอยู่ในพิธีบวชพระ จะมีโยมชื่อเรืองฤทธิ์ไปรับ แต่งชุดสูทดำ และขับรถสีแดง เมื่อทราบเช่นนั้น จึงลากกระเป๋าไปที่ทางออก เจอ ชายหญิงคู่หนึ่ง ยืนพิงเสาอยู่ ใช่หรือเปล่าน้าผู้เขียนไม่แน่ใจ ก็ยิ้มไปเรื่อย มองหาคนใส่สูท มีเต็มสนามบิน โชคดีเขาทักเป็นภาษาไทยว่า หมอใช่ไหม ชื่ออะไรครับ พอบอกชื่อเสียงเรียงนาม เสร็จเป็นอันถูกต้อง เขาจึงพากันขึ้นรถออกจากสนามบินกลับวัด

 มีเรื่องเล่า เกี่ยวกับคุณเรืองฤทธิ์ และน้องออยลูกสาว ที่ต่อมา กลายเป็น มัคคุเทศน์ พาผู้เขียน ท่องเที่ยวทุกวัน โดยเฉพาะ ไปกราบ สักการะพระมหาวิหารเจดีย์พุทธคยา ที่มีต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งพระพุทธองค์ ทรงประทับใต้ต้นโพธิ และ ตรัสรู้ ในวันเพ็ญเดือนหก เมื่อ สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว บางวัน เขาก็พามาเช้า มาบ่าย บางครั้ง ก็อยู่ค่ำสามทุ่มครึ่ง จนมหาวิหารปิด ก็ขอให้ประมาณบุญ ของพี่น้องชาว G2K กันดูก็แล้วกัน ว่า จะมากขนาดไหน มีคนเป็นตัวแทนไปกราบไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วส่งบุญให้ทุกรอบ ขอให้ได้สาธุกันเถิดค่ะ

   นอกจากนี้ กัลยาณมิตรผู้อารีย์ ยังได้พาเที่ยวหมู่บ้านนางสุชาดา ชี้ให้ดูภูเขา ที่พระพุทธเจ้า บำเพ็ญทุกรกิริยา  ชี้ให้เห็นจุดที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำเนรัญชลา กับที่ตรัสรู้ 

   ผู้เขียนได้เข้าไปวังมหันต์ ที่เคยเป็นที่อยู่ของเจ้าเมือง เคยดูแล มหาเจดีย์พุทธคยามาก่อน ดูพี่เรืองฤทธิ์ ชำนิชำนาญมาก 

  สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ นอกจาก จะทำให้ผู้เขียน รู้สึกมีพลังจิตที่ตั้งมั่น กว่าปกติแล้ว ภาพถ่าย ที่ได้บันทึกไว้ มีสิ่งพิเศษ มาปรากฏให้เห็น เป็นลักษณ์ดวงกลมๆ คล้ายดวงแก้ว เมื่อซูมเข้ามาใกล้ ก็มีลักษณ์ ลวดลาย คล้ายเทวดาในดวงนั้น บางดวงใหญ่ บางดวงเล็ก บางภาพ ไม่เห็นวัตถุที่ถ่ายเลย มีแต่ดวงแก้วที่ว่านี้ เต็มไปหมด ผู้เขียนจึงขอเรียกว่า เป็นปรากฏการณ์ เหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งละเอียดเกินสายตา มนุษย์จะมองเห็นได้

  การได้พบกันของคนบางคน ก็แปลก บางคน อยู่เมืองไทยกันมาแสนนาน กลับไม่พบกัน แต่เมื่อไปต่างแดน กลับได้รู้จัก ได้มาเป็นกัลยาณมิตร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่นผู้เขียน และสองคนพ่อลูก ที่กล่าวไว้ ผู้เขียน ไม่ได้รู้ประวัติเขาลึกซึ้ง อะไรมากนัก ในเวลาจำกัด รับรู้แต่ว่า เขาเหมือนผู้มาแสวงบุญเป็นประจำที่วัดไทยพุทธคยาและเคยบวชที่นี่ พี่เขามานับสิบปี และเมื่อผู้เขียน ไปท่องเที่ยวกับเขา ณ ที่แห่งใดก็ตาม จะมีคนทักทาย พูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม แขกเรียกเขาว่า อาจารย์ ขอทานเข้ามาจับมือ กอดขา โดยไม่ขอสตังค์ แต่กลับ ควักเงินมาให้เขา ยี่สิบรูปี บอกให้เขาเป็นที่ระลึก ผู้เขียนไม่ต้องเสียเงิน ค่าวางรองเท้า มีอภิสิทธิ์ในการนำกล้องเข้าไปในสถานที่ได้ โดยไม่เสียค่ากล้อง ที่สำคัญ พี่เขา บรรยายเรื่องราวพุทธประวัติได้ลึกซึ้ง เชื่อมโยง บางส่วน ผู้เขียนได้เติมเต็มความรู้ที่ขาดหายไป

  ชีวิตที่พุทธคยา เหมือนอยู่บ้านพ่อ เพราะพระเดชพระคุณพระเทพโพธิวิเทศ ท่านมีเมตตามาก และเมื่อได้ยินนามสกุลของผู้เขียน ท่านก็บอกว่า เราแซ่เดียวกัน แซ่ตั๊น

   ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ที่พุทธคยา ๕ วัน สวดมนต์ทำวัตรเช้า เย็น กวาดลานวัด เป็นประจำ จนถึงวันที่ต้องเดินทางไปกุสินารา

  วันที่พระราชรัตนรังษี ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินารา ท่านมาวัดไทยพุทธคยา และได้อนุญาต ให้ผู้เขียน เดินทางกลับพร้อมท่าน ทั้งๆที่ดีใจ ที่จะไปสู่จุดหมาย แต่ แว่บหนึ่ง ในใจ ผู้เขียนบังเกิดอาการ ใจหาย อยากจะร้องให้ ที่ต้องจาก สถานที่มักคุ้นอีกครั้ง จะขอเก็บความทรงจำดีๆ ที่วัดไทยพุทธคยา วัดแห่งแรก ที่ให้ผู้เขียน ได้พักอาศัย อย่างสุขใจตลอดเวลา

  ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่่อพระเทพโพธิวิเทศ คณะสงฆ์ แม่ชี ตลอดจน คุณเรืองฤทธิ์ น้องออย อย่างซาบซึ้ง มา ณ โอกาสนี้

  บันทึกต่อไป จะเป็นเรื่องราวการเดินทางแสนไกล ๑๐ ชั่วโมงรวดเดียว สู่กุสินารา และครั้งนั้น ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกชนิดหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ขอบอกให้ทราบบันทึกหน้านะคะ