เป็นพิธีกรไม่ง่ายอย่างที่คิด
ผู้เขียนได้มีโอกาสได้เป็นพิธีกรในงานต่าง ๆ หลายครั้ง ทั้งงานการประชุมอบรม งานบวช งานมงคลสมรส งานศพ งานริ่นเริง ทั้งรู้ล่วงหน้า และฉับพลัน โดยบางงานเจ้าของงานหรือเจ้าภาพคิดว่าเราเคยทำหน้าที่นี้ เห็นหน้าก็บอกกันในงานเลยก็มี บางงานบอกให้รู้ว่าขอให้เราเป็นพิธีกร แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากมาย ถ้าเราไม่เตรียมตัว เตรียมเนื้อหา เตรียมขั้นตอน เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เราจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี หรือเรียกว่าตกม้าตาย
ในวันเปิด web blog ใหม่วันนี้ จึงขอบอกว่าเราจะต้องเตรียมอะไรบ้าง แต่คงไม่ครบหรือเนื้อหาสาระคงไม่สมบูรณ์มาก เพราะนั่งเขียนจากประสบการณ์ คือ
๑. เตรียมตัว เตรียมใจ ต้องเตรียมใจว่าเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
๒. ศึกษารายละเอียดของงาน ลักษณะงาน สถานที่
๓. เตรียมเนื้อหา
๔. เตรียมผู้ช่วย
๕. ประสานงานกับเจ้าภาพเพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ
๖. วันงานต้องไปก่อนพิธิเริ่มงาน และเตรียมความพร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อม
วันนี้ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อน พบกันในโอกาสต่อไป
สวัสดีคะ ต้องบอกว่าเป็นพิธีกรไม่ได้ง่านเลยนะคะ อย่างที่คุณสาครบอกไว้เลย แถมบางทีพิธีกรต้องเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศให้งานด้วย งานถึงจะดูมีสีสัน
ดิฉันขออนุญาตแนะนำการใส่คำสำคัญคะ ดิฉันอยากลองให้อ่านบันทึกเกี่ยวกับการใส่คำสำคัญ เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้งานที่ http://gotoknow.org/post/tag/คำสำคัญ ดูคะ
ยินดีต้อนรับสู่ GotoKnow.org คะ
สวัสดีครับท่าน ศอ นอ..ยินดีที่มีเพื่อนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้..ในชุมชนWeb blog..ในฐานะที่สนใจเรื่องพิธีกร/โฆษก..สองอย่างนี้ต่างกันแน่ด้วยชื่อเรียกชัดเจน..แต่บางที(คน)คิดว่า..อย่างเดียวกัน..เลยทำให้บทบาทผิดฝาผิดตัว..แต่อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ..จึงน่าจะเน้นทักษะให้ชัดเจนถ้าจะทำให้เป็นศาสตร์..ไม่แน่ใจว่า..มีสอนกันจริงจังรึเปล่า..เพราะส่วนใหญ่ใช้ประสบการณ์ครูพักลักจำและใช้ลักษณะเฉพาะตนโดยนึกว่าเป็นศิลปะ..แต่ไม่ใช่Styleซึ่งมาจากการตกผลึกของทักษะประสบการณ์และทฤษฎี/หลักการ/วิชาการ..คิดว่าหลักPDCAคงใช้ได้นะครับสำหรับมืออาชีพ..ส่วนมือสมัครเล่น..ต้องแก้/ฝึกกันเป็นเรื่องๆ..ซึ่งสุดท้ายคนที่มีปัญญาและมีครูเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จ(มีความสุขกับบทบาท)..