ผมได้รับจดหมายจากรุ่นน้องทันตแพทย์คนหนึ่งซึ่งจบการศึกษาในปีนี้ และอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการจับฉลากใช้ทุนของนิสิต นักศึกษาทันตแพทย์ทั่วประเทศ .....
น้องคนนี้กังวลกับเส้นทางการเป็นทันตแพทย์ที่ทำงานในภาครัฐ กับ การเป็นทันตแพทย์ในภาคเอกชน
มันคงเป็นเรื่องที่ตรงกับความรู้สึกของน้องๆอีกหลายคนที่กำลังจบการศึกษาในปีนี้
หลายคนรู้สึกสับสน......
หลายคนรู้สึกกลัว.....
หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจในจุดยืนของตนเอง.....
เพราะปัจจุบันการเป็นหมอฟันที่ทำงานในส่วนเอกชน รายได้ ความเป็นอยู่ ความสบายย่อมมากกว่าการทำงานในภาครัฐ
หลายคนจึงเกิดความสับสน ว้าวุ่นใจ .....ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับอนาคตข้างหน้าดีหนอ
ถ้าจับฉลากแล้วต้องไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป้นอย่างไรหนอ? พ่อแม่จะเป็นห่วงเราไหม? แล้วเราจะอยู่ได้ไหม....
สถานการณ์เช่นนี้.....คล้ายเป็นทางแยกแห่งชีวิตที่ผมเคยประสบมาแล้ว จึงอยากจะขอถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างไว้ให้หลายๆคนที่เข้ามาอ่านได้ฟังไว้เพื่อการตัดสินใจก็แล้วกัน
ก่อนอื่นคงต้องถามตัวเองก่อนนะครับ ว่าทำไมตัวเราถึงอยากเป็นทันตแพทย์
ก) เป็นอาชีพที่รวยดี
ข) เป็นอาชีพที่มีเกียรติ
ค) เป็นอาชีพที่มีความเป็นหมอ ที่ช่วยผู้อื่นได้
ง) เป็นอาชีพที่คนหัวดีเท่านั้นที่เรียนได้
จ) อื่นๆ
ไม่ว่าคุณจะตอบเหตุผลอะไร ตอนนี้พวกคุณก็เป็นทันตแพทย์เต็มตัวแล้ว และได้สิ่งต่างๆข้างบนมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นอย่าพยายามคิดจะเรียกร้องอะไรจากวิชาชีพอีกเลย ลองคิดดูดีกว่าว่าเราจะทำอะไรเพื่อวิชาชีพอันทรงเกียรตินี้ได้บ้าง ?
น้องๆหลายคนมีความกังวลใจที่......
เห็นเพื่อนๆใช้โรงพยาบาลชุมชนเป็นทางผ่านเพื่อไปเรียนต่อ แล้วก็ลาออกในภายหลัง....
เห็นเพื่อนทำงานในคลินิกเอกชน ได้เงินเดือนละเป็นแสนๆ......
เห็นเพื่อนที่ทนทำงานในโรงพยาบาลชุมชน นั่งทำงานเอกสารที่แสนน่าเบื่อ....
เห็นเพื่อนอาจารย์ ที่เป็น Staff ในมหาวิทยาลัย ถูกริดรอน และคุกคามสิทธิต่างๆ
จนเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบ และรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะทำงานในภาครัฐได้จริงหรือไม่?
***
***
***
ผมอยากให้พวกน้องๆ เชื่อมั่นในตนเองครับ และอยากให้ทุกคนรู้ว่าต่างคนก้ต่างมีวิถีทางในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน มีวิธีการในการหาความสุขที่แตกต่างกัน เงินเป้นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิตครับ
มีความสุขอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน
ผมเพิ่งจะกลับมาจากการพานิสิตไปฝึกงานภาคสนามที่โคราช เด็กๆรู้แล้วครับว่ามิตรภาพ และน้ำใจจากชาวบ้าน ไม่ได้ใช้เงินแลกมา แต่มาด้วยหัวใจของพวกเรา ที่นำเข้าไปแลก
จุดยืนในการทำงานของเราก็แตกต่างกันครับ และก็ไม่จำเป็นต้องนำไปเปรียบเทียบกันด้วย เพราะความต้องการ และหนทางการดำเนินชีวิตของแต่ละคนก็แตกต่างกัน อย่าไปกัววลว่าคนอื่นทำอะไร มองที่ตัวเองดีกว่าครับ ว่าเราจะทำอะไร....และเพื่อใคร?
ถ้าต้องเปลี่ยนจุดยืนเพื่อวิ่งตามเงิน....ให้เรามีฐานะเท่าเทียมคนอื่น
แล้วจะทำให้เราต้องวิ่งตามอีกนานแค่ไหน..... เราถึงจะพอ
เราต้องย้อนกลับมาคิดก่อน....ว่าแค่ไหนถึงจะพอ
พอแก่การดำรงชีวิต
พอแก่การเลี้ยงดูบิดา มารดา ญาติพี่น้อง
พอแก่การทำบุญ
พอแก่การพักผ่อน ท่องเที่ยว
...........
ลองคำนวนดูจะรู้ว่า การทำงานในภาครัฐก็ไม่ได้ทำให้เราลำบากเลย
สามารถอยู่ได้....ผมขอยืนยัน ในฐานะรับเงินเดือนจากภาครัฐ ไม่มีเงินหมื่น พตส ฯลฯ ก็สามารถดำรงชีวิตตามอัตภาพได้อย่างมีความสุข
แต่น้องที่จะจบใหม่ทุกคนย่อมจะมีความคิด แนวทางทำงานเป็นของตนเอง
ก็ขอให้ทุกคนทำในสิ่งที่คิดว่าดี ถูกต้อง และเหมาะสมกับตัวเองก็แล้วกันครับ
ไม่ว่าจะทำงานในภาครัฐ หรือ เอกชน ก็สามารถทำประโยชน์เพื่อสังคมได้ไม่มากก็น้อย
ช่วยๆกันหน่อยครับ....ประชาชนยังรอพวกเราอยู่อีกมากครับ
ขอให้บุญรักษาทุกๆคนครับ (^_^)
สวัสดีคะ
อาจารย์เล่าถึงสิ่งที่หลายๆ คนอาจจะมองข้ามไปหลายประเด็นทีเดียวคะ ไม่ว่าใคร อ่ชีพใด ก็ต้องเจอทางแยกกันทั้งนั้นเลยคะ แต่ละทางแยกก็จะแตกต่างกันไป ยิ่งเรื่องการทำงานจะว่าไปแล้วก็มีส่วนต่อชีวิตค่อนข้างมาก เพราะงานอาจมีส่วนให้เส้นทางชีวิตเปลี่ยนไปเลยก็ว่าได้
แต่ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือของเจ้าของชีวิตคะ ว่าจะจัดการและเลือกเส้นทางเดินของตัวเองอย่างไร
สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือ ข้อมูล การรับรู้ข้อมูล รับรู้เรื่องราวประสบการณ์จากรุ่นพี่หรือผู้ที่มีประสบสิ่งเหล่านี้มาก่อน จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นบันทึกนี้ที่อาจารย์ได้เขียนเล่าออกมาคะ
ขอบคุณคะ
อาชีพอย่างนี้ ทำไปได้บุญโดยอาชีพ
ยิ่งถ้ายินดีที่ได้ทำงานอย่างมีความสุขยิ่งถือเป็นบุญที่เกิดมาเป็น ทันตแพทย์ นะคะ
การทำงานภาครัฐ
เสียใจบ้างในบางครั้ง
ที่ความรู้ การนำสิ่งที่ดี
ถูกบดบัง..โดยผลประโยชน์
ต่างๆๆๆ ไม่แปลกหรอกค่ะที่น้อง
จะสับสันกับทางแยกดังกล่าว
ref: สถานการณ์กำลังคนทันตแพทย์ในระบบบริการสุขภาพ download ได้ที่ http://dental.anamai.moph.go.th/
อัตราส่วนทันตแพทย์ ต่อ ประชากร 1:1,305 แต่ภาคอีสาน เป็น 1: 21,120
จากข้อมูลของทันตแพทย์ของกองทันต กรมอนามัย ในปี 2548 ทันตแพทย์ทั้งหมดมี 8,443 คน อยู่ภาครัฐ 3,846 อยู่เอกชน 4,551 เฉพาะกระทรวงสาธารณสุขมี 2,594 ( พอไหมครับ )
ทันตแพทย์ลาออกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี 2548 ลาออกร้อยละ 46.52 เมื่อเทียบกับจำนวนทันตแพทย์ที่ได้รับการจัดสรร
ทันตแพทย์ รพช ลาออกเฉลี่ยปีละ 67.71 คน เฉพาะปี 47 ลาออกไป 111 คน
โรงพยาบาลรัฐ มี ทันตแพทย์ รพช ที่มีทันตแพทย์อยู่คนเดียว ลดลง จาก ร้อยละ 59 เหลือ 42 กว่า ๆ .......... พระเจ้า แต่ ด้วยความมี turn over rate ของทันตแพทย์ ในรพช. ก็คงอยู่ประมาณนี้
เหตุผลที่ลาออก
1.รายได้น้อยถ้าเทียบกับเอกชน
2.การยอมรับในฐานะหมอต่ำ
3.ไกลบ้าน
4.งานหนักแต่ไม่มีคนสนใจ
5.เบื่อระบบราชการ
แล้วระหว่างเรียนยากมั้ยค่ะ ส่วนใหญ่เน้นวิชาอะไรเป็นพิเศษ ควรเป็นคนที่เก่งวิชาอะไรถึงจะเรียนได้อย่างไม่มีปัญหา