ความรับผิดในผลิตภัณฑ์: ความเป็นมาและบทบาทขององค์กรผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น
นายโยชิยะสุ โอตะ อดีตเลขาธิการสภาติดต่อประสานงานองค์กรผู้บริโภคแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้อธิบายให้ผู้เขียนทราบเกี่ยวกับบทบาทองค์กรผู้บริโภคมีความเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์อย่างไร สรุปได้ดังนี้
๑. เหตุการณ์ใหญ่และความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ ได้แก่ คดีพบสารหนูในผลิตภัณฑ์นมโมรินากะ คดีโรค SMON คดียาทาลิโดไมด์ และคดีน้ำมันบริษัทคาเนมิ คดีทั้งสี่นี้ผู้เสียหายและคณะทนายความต้องประสบความยากลำบากในการพิสูจน์ความประมาทของผู้ผลิตให้เป็นที่ประจักษ์ตามหลักกฎหมายแพ่ง
๒. ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ได้มีการก่อตั้งกลุ่มวิจัยเรื่องความรับผิดในผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มนักกฎหมายแพ่ง และได้มีการประกาศร่างสาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์
๓. ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ได้มีการประชุมสภาความเป็นอยู่ของประชาชนและได้มีการพิจารณาเรื่องระบบความรับผิดในผลิตภัณฑ์
๔. ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ได้มีความเคลื่อนไหวภาคผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรม สภาทนายความ สหพันธ์ทนายความ นักวิชาการกฎหมายและพรรคการเมือง มีการเสนอร่างและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ พร้อมไปกับมีการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งในการอภิปรายในรัฐสภาได้ใช้เวลานานโดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากท่าทีไม่ค่อยเห็นด้วยของภาคอุตสาหกรรม
๕. ผลการเคลื่อนไหวภาคประชาชนได้มีการลงชื่อต่อรัฐสภากว่าสามล้านห้าแสนชื่อในการเรียกร้องให้มีตรากฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ มีการชุมนุมทั่วประเทศหลายครั้งหลายระดับ มีการเปิดหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีความบกพร่อง มีการดำเนินกิจกรรมชักชวนตามที่ชุมชน และหลังการตรากฎหมายว่าด้วยการดังกล่าวได้มีการจัดพิมพ์คู่มือเกี่ยวกับความรับผิดในผลิตภัณฑ์สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้บริโภค
สภาพปัญหาจากการตรากฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์จนถึงปัจจุบันมีดังนี้
๑. คดีฟ้องร้องเกี่ยวกับความรับผิดในผลิตภัณฑ์มีไม่มากนัก
๒. การฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้เสียหายมีโอกาสแพ้คดีสูงมากเนื่องจากการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างความบกพร่องของผลิตภัณฑ์และความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค
๓. ไม่มีการเผยแพร่ผลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่มีการประนีประนอม ซึ่งการประนีประนอมมีมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อไม่มีการเผยแพร่ผลและข้อเท็จจริง ประชาชนก็จะไม่รู้ข้อมูลในการที่จะป้องกันมิให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำและเลือกซื้อสินค้าที่ไม่มีปัญหา
๔. ศูนย์ความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจตามประเภทสินค้า ผู้ให้การสนับสนุนเป็นผู้ประกอบธุรกิจและเจ้าหน้าที่ก็มาจากภาคธุรกิจ ดังนั้น เนื้อหาคำแนะนำจะเป็นไปในทิศทางของฝ่ายบริษัทผู้ประกอบธุรกิจ และข้อพิพาทจะสิ้นสุดด้วยการยอมความในชั้นการเจรจาประนีประนอม และทำให้ข้อมูลไม่มีเก็บไว้ที่ศูนย์ผู้บริโภค ข้อมูลส่วนใหญ่จะอยู่ที่ศูนย์ความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อข้อพิพาทสิ้นสุดในขั้นตอนดังกล่าว ข้อมูลจึงไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้ผู้บริโภคทราบเป็นการทั่วไป
ข้อคิดเห็นของผู้เขียน
ลำพังแต่กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวโดยปราศจากกลไกคู่ขนานในทางธุรกิจ เช่น การประกันภัย ย่อมไม่อาจทำให้แนวคิดว่าด้วยความปลอดภัยและความรับผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บรรลุตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งผู้บริโภคอาจไม่ได้รับการเยียวยาชดเชยความเสียหายได้อย่างทันท่วงที และเป็นหลักประกันได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยค่าเสียหายในเบื้องต้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ การสร้างสิ่งแวดล้อมทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องความรับผิดในผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ อาจดำเนินการกิจกรรมดังกล่าวร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งมีอยู่จำนวนมากในประเทศไทยก็จะทำให้สิ่งแวดล้อมทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นไปได้ด้วยดี