การประชุมฟอรัมผู้บริโภคทั่วประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น

การเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมฟอรัมผู้บริโภคทั่วประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น

 

อีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๓ ผู้เขียนได้รับเชิญจากศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น (NationalConsumerAffairsCenter of Japan (NCAC)) ให้เข้าร่วมสังเกตการณ์บรรยากาศในการประชุมฟอรัมผู้บริโภคทั่วประเทศประจำปี ค.ศ.๒๐๐๓ ในกรุงโตเกียว ผู้เขียนขอสรุปบรรยากาศและข้อคิดเห็นในการเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ดังนี้

 

การประชุมฟอรัมผู้บริโภคในระดับประเทศนี้จัดขึ้นปีละหนึ่งครั้ง โดยศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น (NationalConsumerAffairsCenter of Japan: NCAC) เป็นผู้ดำเนินงาน โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีเป็นผู้สนับสนุน  ทั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

 

เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ NCAC ได้ถูกเปลี่ยนสภาพการบริหารงานเป็นองค์กรอิสระ โดยรัฐสภาได้มีมติให้มีการทบทวนเนื้อหาการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และให้องค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันพบว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจมีการประกอบธุรกิจที่แย่ลง สร้างปัญหาให้แก่ผู้บริโภคและสังคมมากขึ้น  นอกจากนี้ แต่ละองค์กรให้ดำเนินการวางแผนส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยบริหารงบประมาณในเชิงลดค่าใช้จ่ายลง ในการจัดประชุมในครั้งนั้น นับว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่แต่ละองค์กรจะได้เสนอแนะหรือยกประเด็นปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงเพื่อแก้ไขมาตรการหรือกฎหมายพื้นบานว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคที่จะดำเนินการยื่นเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

 

ในการแบ่งกลุ่มอภิปราย ได้มีการกำหนดหัวข้อครอบคลุมปัญหาที่ผู้บริโภคได้ประสบและปัญหาขององค์กรต่างๆ (องค์กรที่ได้รับการอนุมัติให้มีการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค) และได้มีการเสนอผลการดำเนินงานของแต่ละองค์กร เช่น เรื่องการค้นคว้า วิจัย การช่วยเหลือผู้บริโภค การจัดกิจกรรมในรอบปีของกลุ่มองค์กรสาธารณกุศลที่ไม่หวังผลกำไร (non profit organizations: NPO) ซึ่งเป็นมิติใหม่ของสังคมญี่ปุ่นที่เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือสังคมด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีภาครัฐบาลสนับสนุนงบประมาณด้านกิจกรรม

 

กลุ่มอภิปรายแยกเป็น ๖ หัวข้อ ได้แก่

๑. ร่วมคิดเรื่องความเป็นอยู่กับการกิน นำเสนอผลงานวิจัยด้านอาหารและผลสำรวจวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภค เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหา

๒. ร่วมคิดเรื่องความเป็นอยู่กับสารเคมี นำเสนอแนวทางการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีอย่างปลอดภัย

๓. กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมกับการสร้างเครือข่าย นำเสนอแนวทางในการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกประชาชนและผู้ประกอบการ และหาแนวทางประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ

๔. ร่วมคิดเรื่องสังคมที่หลากหลายขึ้นกับการให้การศึกษาแก่ผู้บริโภค นำเสนอการปลูกจิตสำนึกแก่เยาวชนด้วยกิจกรรมให้ความรู้ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยการใช้สื่อเพื่อการเรียนการสอน

๕. ร่วมคิดเรื่องสังคมผู้บริโภคจากนี้ไป นำเสนอปัญหาการจำหน่ายสินค้าและบริการที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบันและอาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

๖. กิจกรรมผู้บริโภคและการประสานงานกับ NPO นำเสนอแนวทางในการประสานงานของกลุ่ม NPO ทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคในการร่วมฟ้องคดีแทนกลุ่มผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากผู้ประกอบธุรกิจรายเดียวกันในปัญหาเดียวกันเพื่อลดการซ้ำซ้อน และเพื่อร่วมกันตรวจสอบด้านสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ที่นับวันจะมีปัญหามากขึ้น รวมทั้งร่วมกันหาแนวทางเพื่อประสานงานระหว่างกลุ่ม NPO กับภาครัฐ

 

ข้อสังเกตของผู้เขียน

๑. บรรยากาศกิจกรรมดังกล่าว องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมประมาณ ๖๐๐ คน ด้วยความตั้งใจจริง และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ลดจำนวนลง แม้กระทั่งในครึ่งหลังช่วงหลังเที่ยง (ซึ่งต่างกับการจัดอบรมสัมมนาของประเทศไทยในหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จัดหรือดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ)  นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมเป็นไปด้วยความประหยัด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับภาระค่าใช้จ่ายค่าอาหารด้วยตนเอง (ผู้เขียนก็เห็นว่าหลายครั้ง การเลี้ยงอาหารกลางวันของไทยเรา ค่อนข้างจะฟุ้งเฟ้อไม่เป็นการประหยัด และเป็นการไม่คุ้มค่า)  ทั้งนี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีและศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการในฐานะเจ้าภาพและรับผิดชอบในการสังสรรค์เฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น

๒. การรวมตัวกันในวันประชุมฟอรัมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนทางด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และเน้นความเป็นสาระมากกว่า โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบ

๓. กิจกรรมการประสานงาน ส่งเสริมหรือสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชนเป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคจะต้องถือว่าเป็นวาระหรือเป็นประเด็นที่สำคัญ  ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประสงค์หรือมีเจตนารมณ์ที่จะให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอข้อคิดเห็นต่อรัฐในการกำหนดนโยบายและตรากฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค