หมออนุญาตให้คุณออกจากโรงพยาบาลได้...แต่ถ้าคุณมีอาการอย่างไรให้รีบกลับมาพบหมอโดยด่วน....ขอให้คุณโชคดี...สวัสดีครับ

เจ้.....ไอ้เบเข้าโรงพยาบาล...มันท้องเสียอาเจียร.....แล้วปวดหัว...ไปหาหมอ...หมอส่งตัวมันมาที่โรงพยาบาลมหาชัย.....มันเป็นลมด้วย........เสียงโทร. ของน้องสาวที่อยู่มหาชัยดังมาเมื่อเกือบดึก…….อือแล้วจะไปแต่เช้าเลย...ฉันตอบรับ

รุ่งเช้า........เจ้ตัวมันร้อนจี๋เลย.....เวลาปวดหัวเส้นเลือดขึ้นตรงหน้าผากมันเต็มเลย...แล้วตัวมันสั่นๆ ......หมอยังวินิจฉัยไม่ได้ว่าเป็นอะไร......เอาผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้มันบ่อย ๆ.......เจ้คงต้องไปพรุ่งนี้....เมื่อคืนลืมไปว่าวันนี้โรงเรียนมีกิจกรรม

เจ้หนูสงสารมันมาก.......เจ้มาหน่อยนะหนูกลัว.......เราพามันไปตรวจที่ศิริราชดีไหม......เสียงโทร. ของน้องสาวดังมาด้วยอาการที่วิตกกังวลมาก......ฉันได้แต่ปลอบโยนและสอบถามอาการพร้อมกับโทร.ปรึกษาน้องตุ๋มเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นพยาบาล .......

วันรุ่งขึ้น.......ขณะเดินทาง......เจ้หมอบอกว่าสงสัยจะเป็นไข้รากสาดน้อย.....เออดีแล้วที่เขาเจออาการ......ใจเย็นไว้ดูแลมันต่อไป...ตัวหายร้อนหรือยัง....ถ้ายังเช็ดตัวมันบ่อยๆ......ถึงบ้านน้องสาวที่มหาชัยเปิดอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับแรก...ค้นหาไข้รากสาดน้อย ( ไข้ไทฟอยด์).....ชาวบ้านเรียกไข้หัวโกร๋น...

ไอ้เจ้าโรคนี้ติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร... เกิดจากเชื้อไทฟอยด์ เป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า "ซัลโมเนลลา ไทฟี" (Salmonella typhi) ติดต่อโดยการ
กินอาหาร หรือน้ำดื่มที่ติดเชื้อจากอุจจาระหรือปัสสาวะของผู้ป่วย หรือที่มีแมลงวันตอม ระยะฟักตัวประมาณ ๑๔วัน ( ๒-๗  วัน)
อาการ
อาการจะค่อยเป็นค่อยไปโดยเริ่มแรกจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเวียนศีรษะอ่อนเพลียคล้ายไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีน้ำมูกอาจมีเลือดกำเดาออก บางครั้งอาจมีอาการไอ และเจ็บคอเล็กน้อยมักมีอาการท้องผูก หรือไม่ก็ถ่ายเหลวเสมอ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดแน่นท้องท้องอืดและกดเจ็บเล็กน้อย ต่อมาไข้จะค่อย ๆ สูงขึ้นทุกวันและจับไข้ตลอดเวลา ถึงแม้จะกินยาลดไข้ก็อาจไม่ลดทุกครั้งที่จับไข้จะรู้สึกปวดศีรษะมาก อาการไข้มักจะเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจมีไข้สูงอยู่นาน สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ ลดลงจนเป็นปกติเมื่อพ้น ๔ สัปดาห์ บางรายอาจเป็นไข้อยู่นาน ๖สัปดาห์ก็ได้บางรายอาจมีอาการหนาวสะท้านเป็นพัก ๆ เพ้อหรือปวดท้องรุนแรงคล้ายไส้ติ่งอักเสบ  หรือถุงน้ำดีอักเสบผู้ป่วยจะซึมและเบื่ออาหารมาก ถ้ามีอาการมากกว่า ๕ วัน ผู้ป่วยจะดูหน้าซีดเชียว  แต่เปลือกตาไม่ซีด (เหมือนอย่างผู้ป่วยโลหิตจาง)ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคที่เรียกว่า หน้าไทฟอยด์

ตกบ่ายน้องมารับไปเยี่ยมหลาน...อาการก็ยังทรง ๆ ตัวอยู่.....จัดแจงเช็ดเนื้อตัว...และสั่งเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากเหงื่อออกเมื่อยาลดไข้สำแดงฤทธิ์......เหงื่ออกมากจนเสื้อผ้าและเครื่องนอนเปียกเหมือนน้ำราด......ฉันคิดนี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปอดบวมได้......จากนั้นซื้ออาหารบำรุงกำลังให้กิน.....เพราะกินอาหารไม่ค่อยได้.......วันต่อมาหลานเริ่มพูดได้บ้าง ( มีเสียง ) ......หมอเจาะเลือดไปตรวจทุกวัน...และวันนี้...ก็แจ้งว่าสงสัยจะเป็นไข้เลือดออก...ฉันดูอาการภายนอกก่อนหมอบอกก็ยังไม่พบตัวบ่งชี้ของอาการ >>> ประสบการณ์ไข้เลือดออกพอมีบ้างลูกชายคนโตเป็นโรคนี้ถึง ๒ ครั้ง <<< .......ฉันก็ได้แต่ปลอบหลานว่าเอออาการมันใกล้กัน.....เปิดเน็ตดู...เขาบอกว่าเวลาตรวจเลือดหาเชื้อไข้ลากสาดน้อยก็ไม่ให้ทิ้งเชื้อไข้เลือดออก.....วันต่อมาตกบ่าย...หมอมาเยี่ยมไข้ >>> ที่นี่เขาแปลกมีหมอเยี่ยมไข้...และหมอเจ้าของไข้ด้วย  <<< สงสัยจะเป็นเพียงหลอดลมอักเสบ.......ไอ้เชื้อนี้ก็รุนแรงไม่เบา....ฉันเป็นบ่อย.....และอาการของหลานชายก็เข้าข่าย......มันเริ่มไอแห้งๆ..เจ็บคอ...และตกเย็นเริ่มมีน้ำมูก......เฮ้อตกลงเอ็งเป็นอะไรวะ?????งงงงงงงว้อย.........บรรดาน้าๆและ แม่ของหลานเริ่มงง.....รุ่งขึ้นอาการดีขึ้น......เมื่อคืนไม่มีไข้แล้ว......ฉันได้เวลากลับโรงเรียน.....จึงบอก.......ญาติและคนป่วยให้หมั่นเช็ดตัว...และดื่มน้ำอุ่นมากๆ.........อีกสองวันต่อมา

            เจ้ไอ้เบมันกลับบ้านได้แล้ว......มันเล่าว่า...หมอเขาบอกว่าเขางงมากกับโรคของมัน...มาแรก ๆ ตรวจหาเชื้ออะไรก็ไม่พบ..เกล็ดเลือดก็ต่ำลงเรื่อยๆ..( เขาเจาะเลือด ๗ วัน ๗ หลอด...เจาะตรวจทุกวัน...คนไข้บ่นเพราะขี้กลัว..ญาติคนไข้อย่างฉันดีใจที่หมอหมั่นตรวจอาการ )......แล้วอยู่ ๆ วันนี้ ( วันที่ ๖ ) อาการของคุณดีขึ้นเกล็ดเลือดก็สูงขึ้น......คุณแข็งแรงมาก....หมออนุญาตให้คุณออกจากโรงพยาบาลได้...แต่ถ้าคุณมีอาการอย่างไรให้รีบกลับมาพบหมอโดยด่วน....ขอให้คุณโชคดี...สวัสดีครับ  ข้อความที่เน้นสีนี้.....ฉันเดาเองว่าหมอต้องพูดแบบนี้เพราะเท่าที่ไปเฝ้าดูอาการของหลานก็จะได้ยินข้อความเช่นนี้ทุกครั้งที่หมอกล่าวกับคนไข้ที่ทุเลาหรือหายจากอาการเจ็บป่วยแล้ว

ทีนนี้ก็ได้เวลาเล่าเรื่องเจ้าตัวเล็กป่วยไข้บ้าง......อาการตัวร้อนมาก...กินยาลดไข้...เช็ดตัวแบบงั้นๆ  ....เหมือนไม่ใส่ใจเต็มที่...เกิดเรื่อง...ชักแหง็กๆ ตาค้าง....แม่ก็ว้าวุ่นและดำเนินการแก้ไขแบบเข่าอ่อนเข่าแก่......>>>  ถ้ามีอาการนี้แล้วคุณจะรู้.....เหมือนโวหารใจเต้นเป็นตีกลอง.....โกรธจนตัวสั่น...กลัวจนสติแตก...... <<<<  สุดท้ายไอ้ตัวเล็กต้องกินยากันชัก ทุกวันเป็นเวลา ๕ ปี  ตามคำสั่งหมอ........ปรึกษาหมอหลายคนท่านก็ว่ากินนานไม่ดีกระดูกผุหมด...โรคกังวลมาอีกแล้ว...ปรึกษาหมอคนใหม่...เลือกเอาจะให้ชักตายหรือปัญญาอ่อนในระยะเวลาอันใกล้...กับกระดูกผุในเวลาอีก ๓๐ ปีข้างหน้า...คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณหรือลูกจะมีชีวิตยืนยาวถึงวันนั้น......สาธุค่ะหมอ....หนลองเล่าวิธีการดูแลลูกเมื่อมีไข้ขณะที่ใช้ยากันชักให้ฟังหน่อย........พอมีไข้ก็ตั้งกองเช็ดตัวเลยค่ะ.... ตั้งกระติกน้ำร้อนใช้ทั้งกินและเช็ดตัว  ...ส่วนผ้าเช็ดตัวก็ ใช้ ๗ - ๑๒  ผืนค่ะ...ใช้อะไรมากมายขนาดนั้น......ถ้าปกติก็ ๗ ผืนค่ะ...โปะหัว๑....ซอกคอ๑ ...รักแร้ทั้ง ๒ ข้าง......ขาหนีบทั้ง ๒ ข้าง.....และอีกผืนก็เช็ดตามตัวค่ะ....ขณะเช็ดตัวก็คอยหมั่นลอกผ้าที่โปะตามจุดต่างๆ ออก...ทีละจุดตามลำดับ........บางทีลูกก็มีอาการตัวเย็นแต่ปลายมือเท้าร้อนจี๋ก็ต้องเอาผ้าชุบน้ำเช็ดและห่อไว้.......บางทีก็ตัวร้อนแต่มือเย็นเท้าเย็นจนซีด...ก็เอาผ้าแห้งห่อไว้.......แล้วเช็ดตามลำตัวที่ร้อน......บางทีเห็นลูกมีอาการขนลุกขณะเช็ดตัว...ก็ต้องเช็ดตัวเขาในผ้าห่มค่ะ........เช็ดตลอดเวลา...จนกว่าจะเห็นเหงื่อซึมค่ะ..........บางครั้งเช็ดตัวลูกจนฝ่ามือแม่มีอุณหภูมิเท่ากับลูก....จับตัวก็ไม่รู้ว่าลูกตัวร้อน...จนพยาบาลมาพบเข้าและเตือนให้เช็ดตัว.....และแนะนำให้ใช้ปรอทวัดไข้ตรงรักแร้ของลูกค่ะ.....แล้วถ้าลูกคุณเกิดเจ็บป่วยที่โรงเรียนคุณสามารถไปพบลูกได้เร็วไหม....ภายใน ๕ นาทีค่ะ...โรงเรียนของลูกอยู่ใกล้กับแม่มาก.........ถ้างั้นก็ไม่ต้องให้ลูกกินยากันชักทุกวันแล้วหละ......พอเขาเริ่มไม่สบายค่อยให้กิน.......แต่คุณต้องดูแลลูกเมื่อเวลามีไข้ให้เหมือนที่คุณเล่ามานี้ทุกประการและทุกครั้งนะครับ.......น้ำเย็นห้ามให้ลูกดื่มเด็ดขาด...ทางที่ดีในตู้เย็นบ้านคุณควรเลิกแช่น้ำเย็น.......หันมาดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติ...พอจะทำเพื่อลูกและตัวเองได้ไหม....ได้ค่ะ....ขอบพระคุณมากค่ะ........ตั้งแต่วันนั้น.....เมื่อลูกเจ็บป่วยและมีอาการไข้สูง...แม่อย่างฉันก็ตั้งกองงานเช็ดตัวลูก...และหลานสืบไป...

เช็ดตัวให้ไอ้ตัวโตคราวนี้ ( มันอายุ ๓๐ ปี แล้ว ) มันบอกหนาวอย่าเช็ดเลย...ไม่ชอบ......ให้มันฝันไปเถอะ....และก็ได้อ่านวารสารดูแลลูกน้อยยามเจ็บป่วย....มีวางข้างเตียงของมัน....มีข้อความว่าเวลาเด็กตัวร้อนให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น......( อย่าเถียงให้เป็นน้ำเย็นนะคะ...เจอมาแล้ว...เหวอกินเลย...เด็กสะท้านและเกร็ง )  เช็ดแรงพอสมควรเข้าหัวหัวใจ >>. ไม่ใช่เช็ดแบบซับในละคร...ดูมากชักได้กลิ่นน้ำ  <<<. ..เพื่อเปิดรูขุมขนให้ความร้อนถ่ายเทสะดวก......แต่เด็ก ๆ มักร้องไห้โยเยไม่ให้เช็ดเนื่องจากเมื่อเช็ดใหม่ ๆ เด็กจะหนาว...แต่คุณแม่ต้องใจแข็ง  >> ดังเป๊ก <<...เลยนำมาอ่านให้หลานชายตัวใหญ่ฟัง...และสำทับ...เด็ก ๆ ......เขายังให้แม่ใจแข็ง...เอ็งโตแล้ว....เขาให้น้าใจหินว่ะ.......ไอ้เบ..แป่ว!!!!?????....>>> มันพูดด้วยสายตา...ฉันเห็นเช่นนั้นจริงๆ <<<<