|
... สหายธรรมท่านหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านพบพระภิกษุรูปหนึ่ง... ท่านบอกว่า เมื่อก่อนเป็นหมอ เคยช่วยให้คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้าย "ตาย" ทำแล้วเสียใจ เลยสมัครใจบวชตลอดชีวิต นานมาแล้วมีข่าวว่า หมอที่เคยมีส่วนช่วยให้คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้ายยอมรับว่า เสียใจที่ทำอย่างนั้นลงไปก่อนจะฆ่าตัวตาย ... เรื่องอย่างนี้ไม่น่าแปลกอะไร เพราะคนไข้ผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายแล้วรอดหลายท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เสียใจที่ฆ่าลูกมา (ทำแท้ง) ... ภาพที่ 1: ภาพคุณฌองตาล เซอเบีย... คุณแม่ลูกสาม [ ไม่ใช่ผลงานของผู้เขียน... ภาพจากสำนักข่าว BBC - picture from BBC ]
... สำนักข่าว BBC รายงานข่าวคนไข้ที่ฟ้องศาล และส่งคำร้องถึงประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอให้หมอช่วยฆ่าเธอ (ศัพท์ = euthanasia) คุณฌองตาล เซอเบีย... คุณแม่ลูกสาม อายุ 52 ปี เดิมเป็นคุณครู มีลูก 3 คน ต่อมาเป็นมะเร็งเซลล์ประสาทที่หายาก (esthesioneuroblastoma) ในโพรงจมูก ... เนื้องอกชนิดนี้พบน้อยมากคือ มีรายงานจากทั่วโลก 200 รายในรอบ 20 ปี หรือพบปีละประมาณ 10 รายจากประชากรโลกกว่า เนื้องอกของคุณเซอเบียทำให้หน้าตาเปลี่ยนไป ตาบอดทั้ง 2 ข้าง สูญเสียความสามารถในการได้กลิ่น และรับรส กล่าวง่ายๆ คือ กินอาหารรสชาดจะคล้ายกินกระดาษเปล่าๆ แถมยังมีอาการปวดจากโรคอีกด้วย ... เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด... เพราะหน้าตาที่เปลี่ยนไปทำให้ใครๆ พากันรังเกียจ เวลาออกจากบ้านไปไหน เด็กๆ ก็วิ่งหนี แถมเพื่อนบ้านยังรังเกียจ ไม่ยอมให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปใกล้ๆ เธออีกด้วย ... กฎหมายฝรั่งเศสปี 2005 (พ.ศ. 2549) ยอมให้ญาติคนไข้ระยะสุดท้ายถอดอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ ได้ ทว่า... ไม่ยอมให้หมอช่วยฆ่าคนไข้ระยะสุดท้าย ซึ่งเรียกเสียเลิศหรู และลวงโลกว่า "assisted suicide (ช่วยการฆ่าตัวตาย)" บ้าง "help patient die (ช่วยให้คนไข้ตาย)" บ้าง หรือ "take action to end life (ช่วยจบชีวิต)" บ้าง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นการสมคบกันฆ่าคน ... ทุกวันนี้เรามียาบรรเทาอาการปวดที่ได้ผลดีมากแล้ว คนไข้ไม่ว่าจะป่วยหนักสักเท่าไรก็ไม่ควรฆ่าตัวตาย และไม่ควรเรียกร้องให้หมอฆ่าคนแบบในข่าวนี้ด้วย แหล่งข่าวกล่าวว่า คุณเซอเบียเสียชีวิตแล้ว ทว่า... สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด ความจริง... คนเราควรจะทำอะไรดีๆ ให้ได้ทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของชีวิต ... คุณแม่ผู้เขียนมีโอกาสใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายแบบคนไข้ระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่ อาจารย์แพทย์ที่นั่นกรุณาจัดให้มีการพูดคุยกับญาติเดือนละครั้ง บอกความเป็นไปของโรค และพยากรณ์โรคเสร็จสรรพ แถมเวลาอาการหนัก เช่น ตกเลือดทางเดินอาหาร ฯลฯ ก็ยังมีการส่งข่าวทางโทรศัพท์มือถืออีกด้วย พยาบาลที่นั่นอนุญาตให้ญาติๆ ผลัดกันไปสวดมนต์พระปริตรที่เตียงได้ หลานผู้เขียนดูจะเก่งกว่าเพื่อน เพราะจะนำบทพระธรรมไปเล่าข้างเตียงให้คุณยายเป็นประจำ นี่ยังไม่นับการผลัดกันไปบริจาคเลือดให้อีกต่างหาก ... วันหนึ่งคุณแม่พูดด้วยปากกับผู้เขียน... ไม่มีเสียง เพราะใส่ท่อต่อเข้าหลอดลม และใช้เครื่องช่วยหายใจ... ผู้เขียนอ่านภาษาปากไม่ออก คุณพยาบาลที่นั่นท่านอ่าน "ภาษาปาก" ออก บอกว่า คุณแม่ขอให้ช่วยจัดทำสังฆทาน สหายธรรมที่เชียงใหม่และญาติๆ จึงจัดทำสังฆทานที่เตียงใน ICU 3 รอบ ... เวลาพระไปรับสังฆทานใน ICU... เตียงอื่นขอให้ไปสวดที่เตียงเขาด้วย พระท่านเลยเหนื่อยมาก เพราะทุกเตียงขอสวดเหมือนกันหมด ทว่า... พระท่านก็ทำหน้าที่ด้วยความเมตตากรุณาอย่างดียิ่ง ... นึกถึงคุณแม่ครั้งใดก็ระลึกถึงพระคุณของอาจารย์หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ญาติๆ และสหายธรรมที่ช่วยให้ชีวิตช่วงสุดท้ายของคุณแม่เป็นไปด้วยดี การที่คุณแม่ต้องใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในโรงพยาบาลด้วยโรคมากมาย และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจากโรคถุงลมโป่งพอง (คุณพ่อสูบบุหรี่จัด คุณแม่เลยได้ควันบุหรี่มือสองไปด้วยเป็นประจำ) ทำให้ได้สัมผัสกับคุณงามความดีจากอาจารย์หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่นานนับเดือน... ... คนเราควรมีชีวิตในช่วงสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรี... ไม่ใช่ฆ่าตัวตาย หรือเรียกร้องให้คนอื่นฆ่าคน ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ ...
ที่มา
|
ให้หมอช่วยแบบนี้ ยากหน่อยนะคุณเฌอตาล
สหายธรรมท่านหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านพบพระภิกษุรูปหนึ่ง... ท่านบอกว่า เมื่อก่อนเป็นหมอ เคยช่วยให้คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้าย "ตาย" ทำแล้วเสียใจ เลยสมัครใจบวชตลอดชีวิต


สวัสดีคะคุณหมอชอบที่คุณเขียนมากเลยนะคะขอถามหน่อยนะคะว่าคนเรากำลังจะตายจิตเราต้องนึกถึงแต่พระหรือไม่ก็เรื่องดีๆๆๆๆใช่หรือเปล่าเราถึงจะไม่ตกอบายภูมิ แต่ก่อนตายเราต้องทำกรรมดีด้วยเยอะใช่หรือเปล่าคะไม่ทราบว่าออยเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าคะ
ขอขอบคุณ.. คุณออย
คนเราส่วนใหญ่จะตายตอนเช้า ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า ช่วงนั้นความดันเลือดจะสูงกว่าช่วงอื่นๆ หรืออาจเป็นเพราะเพิ่งตื่น ตกใจกับเสียงนาฬิกาปลุก ฝันร้าย อะไรทำนองนั้น
...
ทีนี้เรื่องกรรม...
วิธีที่ปลอดภัยหน่อย...
ขอกราบอนุโมทนาครับ...
ตอนหนูเห็นข่าวนี้ครั้งแรกแล้วสงสารมากเลยนะคะ ไม่รู้ว่าถ้าตัวเองเป็นแบบนี้จะเป็นยังไง จะคิดยังไง ผู้หญิงทุกคนคงไม่อยากออกจากบ้านหรือไม่อยากดูกระจกเลยถ้าต้องเป็นแบบนี้ เสียสุขภาพจิตมาก โดยเฉพาะถ้าเด็กเห็นแล้วร้องไห้หรือวิ่งหนี แต่ยังไงก็คงต้องอยู่ต่อไป แต่ต้องหาทางว่าอยู่ยังไง ทำอะไรถึงจะดีที่สุด คิดไม่ออกเหมือนกันค่ะ ไม่ใช่เขาเราก็ไม่รู้ว่าทุกข์แค่ไหน T_T
ก็สวดมนต์ก่อนมาทำงานทุกวันนะคะคุณหมอและนั่งสมาธิวันละประมาณ 10 นาทีด้วยนะคะขอบพระคุณคุณหมอมากเลยนะคะ