เครื่องบินสัมพันธ์มิตร ทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ(จนได้)ตอนที่ 2
....เมื่อเห็นเชเลยคนหนึ่งถูกตีด้วยพานท้ายปืนเข้าที่มือ ในขณะที่ยื่นออกคว้ากล้วยหอมที่เธอโยนไปให้ กล้วยหอมที่รับไว้ได้ตอนแรก ถูกกระชากออกโยนกลับไปหาแม่ค้าคนนั้นจนกล้วยหวีนั้นตกแตกเละเทะ ส่วนทหารคนถูกตีได้แต่ยกมือปิดป้องตัวเองเป็นพัลวัลเพื่อมิให้ถูกตีที่ศรีษะ หรือใบหน้าได้ พวกแม่ค้าต่างส่งเสียงร้องด่าทอทหารญี่ปุ่นคนนั้นเป็นเสียงเดียวกันอย่างอึงคนึง ดังไปทั่ว อย่างไรก็ตาม ในบรรดาทหารญีปุ่นที่ควบคุมเหล่าเชลยศึก ก็ใช่จะมีแต่คนเหี้ยมโหด คนทีมีน้ำใจดีและเห็นอกเห็นใจพวกเชลยก็มีอยู่บ้าง เพราะบางครั้ง บางวันเหล่าเชลยที่มาใหม่ ก็จะได้รับการอนุโลมให้รับน้ำดื่มจากผู้เอามาให้กินได้บ้างเหมือนกันขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาของทหารควบคุมเหล่านั้นเป็นแต่ละคนจะสั่งการ ทราบในภายหลังว่าทหารควบคุมส่วนใหญ่กลัวเหล่าชเลยจะได้รับอาวุธบางอย่างจากคนไทย ที่อาจเป็นเหตุให้เหล่าชเลยรวมหัวลุกฮือก่อการแข็งข้อแย่งชิงทำร้ายพวกตนได้นั่นเอง สำหรับของกินที่แม่ค้าพ่อค่านำมาให้แก่พวกชเลย ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้เช่นกล้วยหอม,ส้มโอ นอกนั้นก็จะเป็นข้าวหลาม หรือแม้กระทั่งกาแฟร้อนใส่กระป๋องนม และ ปลาท่องโก๋รวมทั้งน้ำดื่มใส่ถังมีน้ำแข็งก้อนใหญ่ให้เอาไปแบ่งปันกันกิน ส่วนพวกที่ไม่ใช่พ่อค้าแม่ขายเข่นพวกเรา ก็ไปซื้อของ ก็แบบ ๆ เดียวกันนั่นแหละจากร้านของพวกพ่อค้าแม่ค้าใกล้ ๆ มาให้ด้วยเหมือนกัน บางคนที่เป็นนักเรียนระดับสูงหน่อยที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็จะคุยสอบถามพวกทหารชเลยเหล่านี้ไปตามแต่โอกาศและความเข้าใจกันจะอำนวย......ทหารเหล่านี้จะถูกลำดียงไปสู่สถานีรถไฟบางกอกน้อยทางเรือและโป๊ะบรรทุกโดยมีชเลยอีกนั้นแหละ เป็นผู้ขับเรื่อลากจูง ทหารญี่ปุ่นพร้อมอาวุธจะควบคุมอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา.......นี่คือฉากแรกของการขนย้ายเหล่าชเลยสงคราม ณ ท่าช่างวังหลวง ซึงจะผิดกับฉากหลังอย่างหน้ามือเป็นหลังมือในตอนสงครามใกล้สงบซีงจะกล่าวในคราวหน้า
ระหว่างนี้ ก็ได้มีข่าวหนาหูกันว่า กรุงเทพฯจะถูกทิ้งระเบิด ทางการจึงได้ออกประกาศและเตือนให้ประชาชนพลางแสงไฟในตอนกลางคืน รวมทั้งติดตั้งหอสัญณาณภัยทางอากาศขึ้นทั่วกรกุงเทพฯชั้นในและจังหวัดต่าง ๆ รอบกรุงเทพฯ จัดให้มีสายตรวจ ผสม ออกตรวจตราทุกคืน ใครฝ่าฝืนจะถือว่าเป็ฯแนวที่ 5 มีบทลงโทษประหารชีวิตร.....จากนั้น ก็มีหลายครั้งที่หวอสัญญาณภัยทางอากาศดังขึ้นในตอนกลางคืน ได้ยินเสียงเครื่องบินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง ก็แสดงว่ามีเครื่องบินมาใกล้กรุงเทพฯแล้ว แต่ยังไม่มีที่ใดถูกทิ้งระเบิด มาในคืนหนึ่งเสียงสัญญาณภัยดังขึ้นอีก คราวนี้ได้ยินเสียงเครื่องบินบินเข้ากรุงเทพฯจากทางด้านทิศเหนือ พวกเราต่างก็พากันวิ่งลงหลุมหลบภัยกันจ้าระหวั่น ส่วนใหญ่พวกเราจะให้พวกผู้หญิง,เด็ก และคนแก่วิ่งไปลงหลุมก่อนจากนั้น พวกเราจะยืนมองท้องฟ้าไปทางเสียงเครื่องบิน พอเสียงเครื่องบินเข้ามาใกล้ ก็ได้เห็นแสงไฟฉายลำใหญ่จากที่ต่าง ๆ สาดส่องขึ้นท้องฟ้ากวาดหาตัวเครื่องบินราวกับภาพในหนังสงคราม ผิดกันแต่ก็ว่านี่มันเป็ฯของจริง ไม่ใช่การแสดง มีครั้งหนึ่งแสงไฟฉายดวงหนึ่งส่องจังตัวเครื่องบินได้ ก็มีเสียงร้องเฮอย่างอื้ออึงจากกลุ่มคนที่ยืนดูอยู่เช่นกันในที่ใกล้ ๆ รวมทั้งเสียงเฮฃองพวกเราด้วยตามด้วยเสียงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของทหารที่ยิงจากหลาย ๆ จุด ดังกึกก้องท้องห้า ส่วน เครื่องบินยังคงบินไปเรื่อย ๆ แต่ชั่วครู่เดียวก็มีเสียงปืนใหญ่กลจากเครื่องบินยิงรัวออกมาแสงกระสุนส่องวิถีแล่นไปตามคำแสงไฟฉายดวงนั้น ครู่หนึ่งต่อมาแสงไฟฉายนั้นก็ดับวูบไปภาพเครื่องบินบนท้องฟ้าก็หายวับไปในความมืดอีก และไม่มีแสงไฟฉายจากดวงอื่นใดจับเครื่องบินได้อีกเลย จนกระทั่งมันบินต่อไปจนเราไม่ได้ยินเสียงมันอีก คืนต่อ ๆ มาก็มีเครื่องบินเข้ามาอีก คราวนี้ไม่มีลำใดถูกไฟฉายจับได้หนำซ้ำมันยังทิ้งพลุไฟสงมาส่องสว่างทัวบริเวณกรุงเทพฯเสียอีกด้วย ไฟจากพลุที่ส่องออกมานั้นสว่างมากจนเราสามารถมองเห็นลายมือของเราได้อย่างชัดเจนทีเดียว แต่ก็ยังไม่มีการทิ้งระเบิดกรุงเทพฯในตอนกลางคืนจนแล้วจนรอด เข้าใจว่าคงกลัวพลาดถูกบ้านเรือนประชาชนมากกว่า หรืออาจจะเป็นเพราะการประสานงานจากกลุ่มเสรีไทยที่ขอร้องไว้ก็เป็นได้
การทิ้งระเบิดกรุงเทพฯมีขึ้นจนได้ในตอนกลางวัน โดยในตอนบ่ายวันหนึ่งซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเป็นวันไหนปีไหนคงไม่ว่ากันนะ เสียงสัญญาณป้องกันภัยทางอากาศดังโหยหวลขึ้น วันนั้นท้องฟ้าเป็นสีครามแทบจะไม่มีเฆฆให้เห็นเลย เครื่องยินเข้ามาเพียงลำเดียวก่อน พอถึงประมณแม่น้ำเจ้าพระยา มันก็ปล่อยควันสีขาวออกมาทำเส้นเป็นเครื่องหมายให้ทิ้งระเบิด แล้วมันก็บินหายไป สักครู่ต่อมา เครื่องบินเข้ามาเป็นฝูง นับได้ประมาณ 3 ฝูง เป็นเครื่องชนิด B29 สีขาวทั้งลำ ตอนลำตัวของมันกระทบทำมุมกับแสงอาทิตย์ที่กระจ่างใสอยุ่แล้ว จะเกิดประกายขาวแว๊บเข้าสู่ตาพวกเรา มันบินช้ามาก แต่ดูเหมือนหงส์เหิรมากกว่า พอพวกมันเข้าถึงเส้นสีขาวที่เครื่องแรกทำไว้ ระเบิดก็ถูกหย่อนลงมาหลายลูก นอกจากเสียงระเบิดแหวกอากาศลงมาซึ่งยากจะบรรยายเสียงนั้นได้ สักพักก็มีเสียงครืน ๆ ๆ ติด ๆ กันตามมา ซึ่งแต่ละฝูงที่บินมาก็ก่อให้เกิดเสียงเช่นเดียวกันนี้ ทั้ง 3 ฝูง พวกเราซึ่งตอนนั้น หลบภัยไปอยู่ที่วัดบางแวก ลึกเข้าไปในสวนฝั่งตะวันตกทางฝั่งธนฯ กำลังเล่นตระกร้อกันอยู่ ก็หยุดเล่น วิ่งไปขึ้นสพานข้ามคลองบางแวกดูฝูงบินทิ้งระเบิดฝูงนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ และต่างก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าตรงไหนนะที่ถูกทิ้งระเบิด...........
มาจองที่นั่งแถวหน้าครับ
แหม ถ้าอยู่ในเหตุกาณ์จริงๆ คงจะตื่นเต้นดีนะครับ
พูดถึงทหารญี่ปุ่น ทำให้นึกถึงเรื่องคู่กรรมเลยครับ
ตามคุณพลเดช มาติดๆ คะ
เรียน คูณ แณณฯ เห็นชื่อและพูดถึงการส่งหนังสือคนหนึ่งวาด-คนหนึ่งเขียน ก็นึกได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่คุณพลเดช ฯพูดถึง ดีใจครับที่หนังสือถือมือท่านเหล่านั้นทุกคนแล้ว การส่งไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ ยินดีให้บริการตลอดเวลา ส่วนเรื่องที่เขียนไปนั้น เป็นเรื่องจริงที่เห็นกับตาจริง ๆ
เรี
ยน
ทิดลูก และ อาจาริย์มะปรางเปรี้ยว(ตลอดเวลา)-ขอบคุณที่เข้ามาชมและให้ความคิดเห็ฯ คู่กรรม ที่ทิดลูกพูดถึงเกิดตอนสถานีบางกอกน้อยถูกทิ้งระเบิด ซึ่งในบันทักนี้ก็จะต้องพูดถึงเช่นเดียวกันและ หลังจากบางกอกน้อยแล้ว ตอนสำคัญคือ รักระหว่างรบ ก็จะได้เปิดโฉมให้ยลกันเสียที.....