ผมอยากบอกว่า "ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผมรักและมีความสุขมากๆ นะครับ กับหน่วยงานแห่งนี้"

          ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมรู้ประทับใจเกิดขึ้นมากมาย และคงบันทึกไว้ในความทรงจำอีกนานเท่านาน

           วันเสาร์ที่ผ่านมาผม เดินแวะเข้าห้องสมุดตอนเช้า ความจริงก็ไม่เช้ามาก เพราะเป็นเวลาเกือบสิบโมงแล้ว

           มีคนแซวผมว่า"อาจารย์มาทำสมาธิหรือ" ผมไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ ความจริงแล้ว ในใจนั้นตื่นเต้นมาก ผมแวะมาเอาเสื้อสูท เพราะอีกตัวส่งไปซักแห้ง ยังไม่ได้เอากลับมา

         ผมแวะทักทายป้า และทราบภายหลังว่าป้า ชวนกันทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง กับคนแถวนั้น  ซึ่งทำให้ผมรู้สึกตื้นตัน

          "สิ่งเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึก ไม่อยากให้ทำให้คนเหล่านั้นผิดหวัง"

        ประมาณเที่ยงครึ่ง ผมออกจากห้องสมุด อากาศร้อนมากๆ ในวันนั้น ผมแวะไปพบนิสิตทหาร และเดินไปที่ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย

         ผมแง้มประตูห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย มองเห็น อธิการบดี นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะประชุม ผมถามเจ้าหน้าที่ว่า เค้าให้นั่งนำเสนอที่ตรงไหน เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่ โต๊ะด้านข้างที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคตั้งอยู่ ผมรู้สึกว่าห้องนี้ยาวจนไม่น่าจะมองหน้ากันเห็นระหว่างคนหน้าห้อง กับท้ายห้อง

          เจ้าหน้าที่จัดประชุม ซึ่งเป็นลูกศิษย์เทคโนฯ พาผมไปนั่งคอยที่ห้องพักชั้นสอง ในห้องยังไม่ได้เปิดแอร์ ร้อนมาก จนผมต้องถอดเสื้อสูทออก

         ในห้องมีรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ที่กำลังรอชี้แจงเรื่อง การขยายอาคารคณะแพทย์ อยู่ 3 คน

         คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ท่านใหม่ คุณหมอประวิทย์ เตติวัฒน์ เตรียมแถลงนโยบายสู่สภา

         ผมดูเวลา 13.30 น. เป็นเวลาที่ เจ้าหน้าที่หน่วยกฏหมายแจ้งให้ผมมานำเสนอที่สภา สักพักหนึ่ง อาจารย์ รัตติมา จีนาพงษา ก็มาคอยที่ห้องเช่นกัน ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่คงแจ้งเวลาเดียวกันทุกคน

         ผมชวน อ.รัตติมา คุยกัน หลายเรื่อง ถามสารทุกสุกดิบ ทำให้ทราบว่า อ.รัตติมา เป็นคนพิจิตร นี่เอง

         จนกระทั่งบ่ายสามโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่จึงมาตามให้ อ.รัตติมา เข้าไปนำเสนอ และประมาณสี่โมงเย็น เจ้าหน้าที่ก็มาตามผมขึ้นไป แต่ว่า ที่หน้าห้อง อ.รัตติมา ก็ยังคอยอยู่ ยังไม่ได้เข้าไปนำเสนอวิสัยทัศน์

         ทางเจ้าหน้าที่แจ้งมา ว่าทางกรรมการสภาให้ เวลานำเสนอเพียง 10 นาที ซึ่งผมเองลองทดลองนำเสนอนโยบาย 9 นโยบาย 16 ยุทธศาสตร์ ใช้เวลา ถึง 20 นาที

         หลังจาก อาจารย์รัตตติมา เข้าไปนำเสนอ เจ้าหน้าที่ก็มาเชิญผมเข้าไป

       ท่าน อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ได้แจ้งกติกาให้ผมทราบว่า มีเวลา แค่ 10 นาทีเท่านั้น และเวลาที่เหลือให้กรรมการสภาพซักถาม

        ด้วยเวลาที่เหลืออยู่ ทำให้ผมเลือกประเด็นที่สำคัญๆ ที่ตั้งใจเข้าไปทำให้กรรมการสภาฟัง ผมนำเสนอยังไม่ทับจบดี ท่าน ดร.สุชาติ ก็ยกมือซ้ายและมือขวาตัดกัน ทำท่าส่งสัญญาณ ว่าหมดเวลา ทำให้ผมต้องรีบสรุปเพื่อเปิดโอกาสให้มีการซักถาม

         ท่านรองเลขาฯ ดร.สุชาติ เมืองแก้ว ก็ยิงคำถามที่ทำให้อึ้งไปนิดหนึ่งว่า "ท่านอาจารย์รุจโรจน์ ถ้าท่านได้เป็นผู้อำนวยการสำนักหอสมุด สิ่งแรกที่ท่านจะไม่ทำคือเรื่องอะไร"

         ผมเจอคำถามนี้เข้าไปรู้เลย ว่าคนถามต้องการดูว่า ผู้ตอบจะคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ไหม หลังจากนั้น ก็มีกรรมการสภาท่านอื่นถามอีกหนึ่งคำถาม คณะกรรมการสภาฯ ท่านอื่นก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เจ้าหน้าที่ก็เชิญผมออกมา

          สักครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็มาเชิญ อ.รัตติมาเข้าไป ผมก็รู้เลยทันทีว่า อ.รัตติมา ได้รับการเลือกเป็นผู้อำนวยการสำนักหอสมุดท่านใหม่ เพราะเป็นไปตาม Step ที่อาจารย์ท่านหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปประชุมในสภาเล่าบรรยากาศให้ฟัง

          หลังจาก อาจารย์ รัตติมา เดินออกมา ผมก็เข้าไปแสดงความยินดีกับ อ.รัตติมา และ อาจารย์ก็ยังกล่าวกับผมว่า "ถ้าอาจารย์มีอะไรแนะนำได้นะ" ผมตอบว่า "ครับ" และเดินตามหลังอาจารย์รัตติมา ลงบันไดมา แต่มีเจ้าหน้าที่วิ่งมาตามว่า ขอให้เข้าไปในห้องประชุมสภาอีกครั้ง

         ซึ่งทางท่านอุปนายกสภามหาวิทยาลัย ก็ได้กล่าวให้กำลังใจ และขอบคุณที่ได้ร่วมเข้ามาเสนอตัวในการเป็นผู้อำนวยการสำนักหอสมุดครั้งนี้

         ผมรู้สึกผิดหวัง กับการที่ไม่ได้ถูกคัดเลือก แต่ก็พยายามเรียกสติ และความคิดกลับมาให้อยู่กับตัวเอง และนึกถึงคำที่ท่านพุทธทาส สอนไว้ว่า "การที่ทำให้เราผิดหวัง เป็นสิ่งดีที่จะช่วยสอนให้เรามีพลังกับการต่อสู้ชีวิต ถ้าเราไม่รู้สึกผิดหวังเสียเลย เราประสบความสำเร็จอยู่ตลอด ก็จะทำให้เราเหลิงอยู่กับความสำเร็จนั้น"

          หลังจากนั้น ผมเดินออกมา สิ่งที่สร้างความประทับใจอีกก็คือมี กลุ่มบุคลากร 6-7 คนรออยู่ที่ซุ้มหน้าตึกสำนักงานอธิการบดี

         ผมเดินยิ้ม เข้าไปหา พวกเขาเหล่านั้นถามผมว่า "ผลเป็นอย่างไรอาจารย์ " ผมก็เลยถามกลับไปว่า "ลองทายดูซิ" แต่ไม่รอให้พวกเค้าตอบ ผมก็แจ้งผลการสรรหาให้ทราบ แล้วก็เดินกลับมาที่ห้องสมุด

         ตอนนั้น ความรู้สึกผิดหวังยังมีอยู่ แต่ก็เริ่มดีขึ้นมากแล้ว มีหลายคนมาคุยด้วย เราคุยเล่นหยอกล้อกันไป แต่สิ่งที่ผมประทับใจ ก็เกิดขึ้น หลายคนตาแดงๆ มีน้ำใสๆ ในตา

        ผมรีบบอก ว่า "อย่าทำอย่างนี้ซิ เดี๋ยวผม ก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่"

         ในที่สุดผมก็ตาแดงไปกับเขาเหล่านั้นด้วย ผมหันไปกอดตุ้ม และบอกว่า ที่ผมเป็นอย่างนี้ ผมไม่ได้เสียใจกับการไม่ได้ถูกเลือกนะ เพราะผมเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว มีขึ้นมีลง เป็นธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้ผมตาแดงๆ ก็เพราะ ผมประทับใจกับกลุ่มคนที่มีใจให้กับผม รักและหวังดีกับผม

         เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมรู้จักโลก อีกมากมาย หลายๆ ด้าน โดยเฉพาะมิตรภาพ ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันจากคนเหล่านั้น ที่ไม่สามารถจะหาซื้อได้ด้วยเงินตราที่ไหน กับสิ่งที่เกิดขึ้น

          ผมอยากบอกว่า "ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผมรักและมีความสุขมากๆ นะครับ กับหน่วยงานแห่งนี้"

               ช่วงนี้ ก็คงต้องเป็นช่วงเวลาพัก สักหน่อย และทำในสิ่งที่อยากทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าร่วม คือโครงการปฏิบัติธรรม  หรือโครงการอบรมพัฒนาจิต เพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข ของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย รายละเอีดเพิ่มเติม ถือว่าเป็นการชาร์จไฟให้กับชีวิต ซึ่งผมวางแผนไว้แล้วว่า ไม่ว่าผิดหวัง หรือสมหวัง ก็จะเข้าร่วมโครงการนี้

              ส่วนเวลาหลังจากนี้ไปก็คงต้องไป สอนและทำผลงานทางวิชาการต่อไป