เที่ยงวันที่ ๒๑ มี.ค. ๕๑ มีการประชุมประจำปี ๒๕๕๐ ของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) และมีการนำเอาแผนพัฒนาจิต phase 3 ที่จะเสนอต่อ สสส. เพื่อขอการสนันสนุน เอามาขอคำแนะนำด้วย เรื่องนี้ผมเคยบันทึกไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/169656
แต่ในวันที่ ๒๑ มี.ค. ๕๑ ผมก็นึกขึ้นได้เพิ่มขึ้นอีก คือได้หลักการ “วงจรย้อนศร” ของการพัฒนาจิต อันได้แก่ เริ่มที่ผลของการปฏิบัติ – การปฏิบัติ – ทฤษฎี หรือ ปฏิเวธ – ปฏิบัติ – ปริยัติ วนเวียนกันไปเป็นวงจรไม่รู้จบ เป็น Knowledge Spiral ที่ยกระดับความรู้ปฏิบัติ และเอาความรู้ทฤษฎีมาอธิบายผลของการปฏิบัติ เกิด Knowledge Leverage ในเรื่องจิตใจสูง
ผมได้บันทึกไว้แล้วที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/171232 ว่าพระไพศาล วิสาโล ได้ตีความเชิงทฤษฎีของการเกิดจิตวิวัฒน์ไว้อย่างดียิ่ง และ อ. หมอปารมีบันทึกได้ละเอียดยิ่งกว่า ที่ http://gotoknow.org/blog/paramee/171159
อ. หมอประเวศแนะนำว่า การใช้สื่อเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โดยชักชวนสื่อเข้ามาร่วมและให้อิสระในการตีความและสื่อสารด้วยตัวเขาเอง ผมมีความเห็นว่าความรู้เรื่อง “จิตเจริญ” หรือ “จิตวิวัฒน์” หรือจิตใจสูง นั้น เป็นความรู้ที่ซับซ้อน และมีส่วนที่ tacit อยู่มาก การ “ถอด” ออกมาเป็น explicit knowledge จะมีส่วนสำคัญหายไปทันที จึงต้องเน้น “ความรู้ในคน” หรือ “ความรู้ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน” ที่เสนอออกมาผ่านเรื่องเล่า (Storytelling) และการสื่อสารเรื่องเล่าออกมาดีที่สุดคือ ผ่าน multimedia เช่น วิดีโอ คลิป บนเว็บไซต์ ซึ่งจะได้ผลต่อเป้าหมายที่เป็นเยาวชน เพราะเยาวชนเข้าเว็บกันมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าเว็บแบบที่เสนอเรื่องจิตวิวัฒน์ จึงต้องมีวิธีการดึงดูดเยาวชนเข้ามาด้วยความสนุก มีชีวิตชีวา และหัวใจสำคัญคือต้องให้เยาวชนเขาเป็นพระเอก/นางเอก ผู้ใหญ่ทำหน้าที่ empowerment หรือ โค้ช ผู้ใหญ่ต้องระวังอย่าเผลอลงไป “เตะ” เอง เพราะอยากเป็นดารา
วิจารณ์ พานิช
๒๔ มี.ค. ๕๑