จุดจบโลกใบนี้คือ “ความตาย”
จุดจบโลกใบนี้คือ “ความตาย"
ศาสนาหลายศาสนามีหลักคำสอนว่า “จุดจบในโลกนี้ คือความตาย” แต่อิสลามได้สอนว่า “ความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่ความตายนั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งและเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต” ซึ่งจำเป็นแก่มุสลิมีนและมุสลิมะฮฺจำต้องศรัทธาว่า ชีวิตของเรานั้นต่อเนื่องกัน ความเชื่อนั้นจะทำให้เราปลอดภัย
อิสลามได้กำชับให้เรามีความเชื่อมั่นว่า เราจะต้องมีชีวิตอีกครั้งหลังความตาย ถึงแม้ว่า จะเป็นชีวิตในรูปแบบใหม่ก็ตาม ความเชื่อนี้จะทำให้เกิดความสงบ และไม่หวั่นเกรงต่อความตาย เพราะเรารู้ดีว่า ความตายนั้น คือขั้นตอนที่จะมาเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ความสิ้นสุดของชีวิต ถ้าคนหนึ่งไม่มีความเชื่อในชีวิตใหม่ เขาจะมีความรู้สึกหวั่นกลัว และเมื่อพูดถึงความตาย เขาจะถูกบีบคั้นให้มุ่งแสวงหาแต่เพียงทรัพย์สินเงินทอง และความสุขทางอารมณ์เท่านั้น สิ่งใดที่จะนำมาซึ่งความสุข เขาจะต้องรีบกอบโกยอย่างเต็มที่ เพราะเขาคิดว่า ชีวิตนี้มีเพียงครั้งเดียว และเป็นโอกาสสุดท้ายเท่านั้น เขาจึงรีบกอบโกยหาความสุขในโลกนี้อย่างพึงพอใจ ถึงแม้ว่า ความสุขที่ได้มานั้น จะเป็นความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น หรือจะเป็นความสุขที่ได้มาด้วยวิธีที่ไม่ชอบธรรมก็ตาม เพียงแต่ขอให้เป็นความสุขเท่านั้นพอ เขาจะอยู่โลกนี้เพียงแค่ลมหายใจเดียวเท่านั้น มันไม่มีผลอะไรสำหรับโลกหน้าเลย
มุสลิมและมุสลิมะฮฺจะต้องเชื่อว่าโลกหน้าคือชีวิตใหม่ อิสลามสอนให้รู้ว่า โลกนี้คือการปฏิบัติ ส่วนโลกหน้าเป็นโลกของการตอบแทน ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ได้มีคำดำรัสว่า
"พวกท่านจงทำทำให้ดีซึ่งดุนยาของพวกท่าน และพวกท่านจงปฏิบัติเพื่ออาคิเราะฮฺของพวกท่าน ประดุจวันพรุ่งนี้คือ วันตายของพวกท่าน"
หะดีษนี้ได้ชี้ว่า ให้เรานั้นจงเตรียมเสบียงให้พร้อม จงทำแต่สิ่งที่ดี เมื่อพวกท่านอยู่ในโลกนี้ เพื่อสะสมไว้ในโลกหน้า เพราะชีวิตแต่ละชีวิตไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ถึงอนาคตของตนว่า วินาทีต่อไปของตนนั้น จะยังมีโอกาสได้สัมผัสกับสถานที่พักชั่วคราวนี้อีกหรือไม่ ฉะนั้นจงเตรียมเสบียงของท่านเสียแต่เนิ่นๆ คราใดที่ท่านถูกคัดเลือกให้ต้องจากที่พักนี้ไป ท่านจะได้ไม่หวั่นกลัวกับสิ่งที่ท่านต้องเผชิญกับโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกที่ท่านไม่สามารถจะเรียกร้อง วิงวอนขออะไรได้อีก นอกจากรอฟังผลของการกระทำ ที่จะออกมาเท่านั้น
และยังมีหะดีษที่ท่านนบี ได้ทรงดำรัสให้ประชาชาติของท่านได้ทราบถึงความเป็นไปของโลกหน้าว่าเป็นอย่างไร ดังที่ท่านได้ทรงดำรัสไว้ว่า
"ดุนยา (โลกนี้) คือสินค้า ที่เห็นด้วยตา อุปโภคได้ทั้งคนดี และคนเลว ส่วนอาคิเราะฮฺ (โลกหน้า) นั้น เป็นสัญญาที่แน่นอน พิพากษาโดยผู้เป็นเจ้า ที่ยุติธรรม ยืนยันว่าถูกต้องในสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าไม่ถูกต้องในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นพวกท่านจงเป็นลูกหลานอาคิเราะฮฺ อย่าได้เป็นลูกหลานของดุนยา เพราะแท้จริงทุกๆ แม่นั้น ลูกของมันจะตาม"
ท่านนบีมุฮัมมัด ได้ทรงกล่าวถึงโลกดุนยาว่าเป็นสินค้า ซึ่งหมายถึงว่า ทุกคนสามารถที่จะหาความสุข ขวนขวายหาสิ่งที่ตนเองต้องการได้ไม่ยาก ไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศาสนบัญญัติ หรือผิดต่อหลักศาสนบัญญัติก็ตาม แต่สำหรับโลกอาคิเราะฮฺแล้ว เป็นดินแดนแห่งการตัดสิน สอบสวน ต่อสิ่งที่ทุกคนขวนขวายไว้ ซึ่ง ณ ที่นั้นอัลลอฮฺจะทรงตัดสินด้วยความยุติธรรม ไม่มีผู้ใดจะหลีกหนีต่อสิ่งที่ตนเองกระทำไว้ได้เลย
ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ลองหวนกลับไปพิจารณาถึงความเป็นอยู่ของสัตว์เดรัจฉาน ถ้ามนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉาน ไม่รู้ว่าอิสลามมีหลักคำสอนให้ปฏิบัติอย่างไร? ไม่รู้ว่ากิบละฮฺ (ทิศผินหน้าไปยังกะบะฮฺ ณ นครมักกะฮฺ ) อยู่ทางทิศใด? ไม่รู้ว่าเดือนร่อมาฎอนนั้นจะต้องทำอะไร? ถ้ามนุษย์มีชีวิตแบบนั้น มนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน จะแตกต่างกันตรงไหน? ผู้เขียนจึงขอฝากให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้นำไปพิจารณา ดังโองการของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ได้ทรงตรัสไว้ในซูเราะฮฺ อัสสะญะดะฮฺ โองการที่ 14 ว่า
"ดังนั้นพวกเจ้าจงลิ้มรส (การลงโทษ) เถิด ด้วยเหตุที่พวกเจ้าได้ลืมนึกถึงการเผชิญกับวันนี้ของพวกเจ้า ดังนั้นเราจึงปล่อยพวกเจ้า (ให้รับโทษตลอดไป) และพวกเจ้าจงลิ้มการลงโทษอันนิรันดร เพราะการกระทำของพวกเจ้าเองเถิด"
เมื่อเราได้ลืม การที่จะพบอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ไม่เคยคิดเลยว่า เราจะต้องรับผลตอบแทน จากพระองค์อัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ทรงตรัสแก่เราว่า
"และมีผู้กล่าว (แก่พวกเขาว่า) ในวันนี้ เราปล่อยลืมพวกเจ้า (ไว้ในโทษทัณฑ์) ประดุจเดียวกับที่พวกเจ้าเคยลืม (ไม่สนใจว่าจะได้) พบวันนี้ของพวกเจ้า และที่อยู่ของพวกเจ้าคือนรก และพวกเจ้าจะไม่มีผู้ใดให้ความช่วยเหลืออีกเลย" (ซูเราะฮฺ อัลญาซียะฮฺ อายะฮฺที่34)
มุสลิมและมุสลิมะฮฺทั้งหลายจะรู้สึกสุขใจในชีวิตของเขา เมื่อเขามีความคิดว่า ตัวเองได้รับความเมตตาและความยุติธรรมจากอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือ พยายามปฏิบัติคุณงามความดี อย่างดีที่สุด และสวรรค์นั้น พระองค์อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้กับผู้ที่ประกอบคุณงามความดี
อิสลามสอนให้รู้ว่า ชีวิตยังมีความหวัง ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ หวังที่จะได้รับความสุขในโลกหน้า ดังนั้นท่านจะต้องประกอบคุณงามความดี แล้วไปรอรับความสุขโลกหน้า จากความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ใช่ว่ามนุษย์ทำบาปแล้วจะถูกผลักออกจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺไปตลอดกาลก็หาไม่ ดังหลักคำสอนของอิสลามที่ว่า หากผู้หนึ่งพลาดพลั้งทำบาป ประตูแห่งการให้อภัยของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูว่าตะอาลา ยังเปิดรอท่านอยู่ หากท่านทำบาป และต่อมา ท่านสำนึกผิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ อัลลอฮฺก็ทรงอภัยโทษให้แก่ท่านสู่ความเมตตาของพระองค์ จุดจบในโลกนี้คือความตาย ความศรัทธามั่นต่อพระองค์ในโลกนี้เป็นการเพาะปลูกเพื่อผลตอบแทนในโลกหน้า