ข้อบังคับเบ็ดเตล็ด ว่าด้วยผูกเรือกับฝั่งด้วยเชือกลวดและเชือกต่าง ๆ
ว่าด้วยผูกเรือกับฝั่งด้วยเชือกลวดและเชือกต่าง
ๆ มาตรา
96
ในแม่น้ำหรือเขตท่าใด ๆ ถ้านอกจากเรือที่จอดผูกเทียบท่าขนสินค้า
ท่าขึ้นหรือเทียบฝั่ง
ห้ามมิให้เรือกำปั่นลำใดผูกโยงกับฝั่งด้วยเชือกลวดหรือเชือกอย่างอื่นจนไม่เหลือช่องน้ำใน
ระหว่างเรือลำนั้นกับฝั่งสำหรับให้เรืออื่นเดินได้ มาตรา
97
ห้ามมิให้เอาเชือกอย่างใด ๆ
ทอดจากเรือกำปั่นลำใดที่จอดเทียบท่าไปผูกกับทุ่นโยงใน
ลำน้ำหรือเขตท่าจนกว่าจะถึงเวลาที่เรือเตรียมออกจากท่าที่จอดเทียบอยู่นั้น
จึงให้ทำเช่นนั้นได้ มาตรา
98
(2) ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา
96
หรือ มาตรา
97
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่ง
หมื่นบาท
ว่าด้วยฝีเท้าเรือ-เกิดเหตุอันตราย-โคมไฟ มาตรา
99
ห้ามมิให้นายเรือกลับเรือกำปั่นในลำแม่น้ำ ร่องน้ำช่องน้ำ
หรือในสายทางเรือเดิน เว้นไว้แต่ในเวลาที่ทางน้ำนั้น ๆ
ว่างไม่มีเรืออื่นแล่นเข้าออก
และห้ามมิให้นายเรือกำปั่นลำใดที่จอดเทียบท่าขนสินค้า
หรือท่าขึ้นเคลื่อนเรือออกจากท่า เว้นไว้แต่ในเวลาที่ลำแม่น้ำ ร่องน้ำ
ช่องน้ำหรือสายทางเรือเดิน
อันเป็นท้องที่นั้นว่างไม่มีเรืออื่นแล่นเข้าออก มาตรา
100
นายเรือกำปั่นลำใดที่กำลังเข้าหรือออกที่เขตท่าหรือช่องแคบ
ต้องลดฝีเท้าเรือให้เดินช้าลงพอสมควรแก่การเดินเรืออย่างระวัง
และอย่างป้องกันเหตุอันตรายแก่เรือนั้นเอง มาตรา
101
(1) เรือที่จะเข้าเทียบหรือจอดยังท่า
นายเรือหรือผู้ที่ควบคุมเรือต้องใช้ความเร็วต่ำ และด้วยความระมัดระวัง
เรือที่เดินอยู่ในแม่น้ำหรือลำคลอง
ต้องใช้ความเร็วไม่เกินอัตราที่เจ้าท่ากำหนด
และห้ามมิให้แล่นตัดหน้าเรือกลที่กำลังเดินขึ้นล่องอยู่ในระยะสองร้อยเมตร
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าร้อยบาทถึงห้าพันบาท
และให้เจ้าท่ามีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตใช้เรือหรือประกาศนียบัตรควบคุมเรือมีกำหนดไม่เกินหกเดือน
มาตรา
102
(2)
นายเรือที่ได้รับประกาศนียบัตรแสดงความรู้ทุกคนต้องใช้ความระมัดระวังในการควบคุมเรือ
โดยเต็มความสามารถเพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุ หรืออันตรายอย่างใด ๆ
และถ้ามีเหตุอย่างใด ๆ
เกิดขึ้นในหน้าที่ขณะที่ตนกระทำการควบคุมเรือนั้นอยู่
นายเรือลำนั้นต้องรายงานเหตุที่
เกิดขึ้นนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. สำหรับเรือที่ยังไม่ออกจากเขตท่าไปทะเลในทันทีทันใด
ถัดเวลาที่เกิดเหตุ ให้ยื่นรายงานต่อเจ้าท่าภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง
แต่ถ้าเรือลำนั้นกำลังจะออกจากท่าไปสู่ทะเล
ก็ให้ส่งรายงานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนในโอกาสแรกที่จะส่งได้
หรือแวะแจ้งความต่อกรมการอำเภอ หรือตำรวจท้องที่ใกล้เคียง
หรือฝากรายงานนั้นไว้แก่เจ้าพนักงานศุลกากร ณ
ตำบลใกล้เคียงเพื่อส่งให้เจ้าท่าต่อไป
รายงานนั้นต้องแจ้งให้ชัดเจนถึงข้อเหล่านี้
(1)
ตำบลที่เกิดเหตุพร้อมทั้งแผนที่สังเขปถ้าสามารถจะทำได้
(2) วัน เดือน ปี ที่เกิดเหตุ
(3) ชื่อเจ้าของเรือหรือตัวแทน และเลขทะเบียนเรือ
(4) สาเหตุที่เกิดและกรณีแวดล้อม
(5) ความเสียหายที่ได้รับ
(6) ถ้าเป็นเรือที่มีสมุดปูม
ก็ให้คัดข้อความประจำวันที่จดไว้ในสมุดปูมทั้งปากเรือและท้องเรือแนบมาด้วย
2. สำหรับเรืออื่น ๆ นอกจากในอนุ
มาตรา
1
ให้รายงานเหตุที่เกิดขึ้นนั้นต่อเจ้าท่า
หรือแจ้งความต่อกรมการอำเภอ
หรือตำรวจท้องที่ใกล้เคียงภายในเวลาสี่สิบแปดชั่วโ มง
3. กรมการอำเภอหรือตำรวจท้องที่
เมื่อได้รับแจ้งความแล้วให้ไต่สวนและจัดการไปตามหน้าที่
และให้รีบส่งสำเนาการไต่สวนนั้นไปให้เจ้าท่าท้องถิ่นหรือกรมเจ้าท่าทราบ
มาตรา
103
(3)
นายเรือหรือผู้ที่ควบคุมเรือผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา
99
มาตรา
100
หรือ มาตรา
102
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองร้อยบาทถึงสองพันบาท มาตรา
104
เรือกลไฟเล็กและเรือยนต์ทุกลำ
เมื่อเวลาเดินต้องมีโคมไฟสีเขียวไว้ข้าง แคมขวาดวงหนึ่ง
โคมไฟสีแดงข้างแคมซ้ายดวงหนึ่งและโคมไฟสีขาวอย่างแจ่มแขวนไว้ในที่เด่น
สูงจากดาดฟ้า
ให้ถูกต้องตามที่จะกำหนดไว้ในกฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือ
มาตรา
105
เรือทุกลำและแพไม้ทุกแพที่ทอดสมอ
หรือผูกอยู่กับหลักหรือกำลังเดินหรือล่องอยู่นั้น
ต้องแขวนโคมสีขาวดวงหนึ่งไว้ในที่เด่นให้เป็นที่แลเห็นได้จากทุกทิศ
แต่ถ้าจอดผูกเทียบอยู่กับฝั่งแม่น้ำ
ไม่จำเป็นต้องมีโคมไฟไว้เช่นนี้ก็ได้ มาตรา
106
เรือลำเลียงและเรือโป๊ะจ้ายทุกลำ
ถ้าเป็นเรือที่เดินด้วยเครื่องจักรอย่างเรือไฟ
ต้องมีโคมไฟเหมือนอย่างที่บัญญัติไว้สำหรับเรือกลไฟ
ถ้าเป็นเรือเดินด้วยใบฉะนั้นต้องใช้โคมไฟตาม
อย่างที่บัญญัติไว้สำหรับเรือใบที่กำลังเดิน มาตรา
107
เรือทุกลำที่อยู่ในพ่วงที่กำลังเดินหรือทอดสมออยู่ก็ดี
ต้องจุดโคมไฟสีขาวไว้ในที่เด่นแลเห็นง่าย
ในระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น
เพื่อให้เป็นที่สังเกตได้ชัดว่า
หมู่เรือที่พ่วงนั้นยาวและกว้างเท่าใด มาตรา
108
ที่ตำบลสำเภาจมปากน้ำเจ้าพระยานั้น
เมื่อมีเรือกำปั่นสองลำแล่นมาจะสวนกัน
ถ้าเห็นว่าจะสวนกันที่ตรงหรือเกือบตรงข้างเรือทุ่นไฟหมายตำบลสำเภาจม
ก็ให้เรือลำที่ทวนน้ำนั้น หยุดหรือรอแล่นช้า ๆ
จนกว่าเรืออีกลำหนึ่งจะได้แล่นพ้นเรือทุ่นไฟนั้นโดยเรียบร้อยแล้ว
มาตรา
109
เรือโป๊ะจ้ายและเรือใบทุกอย่าง
เมื่อแล่นก้าวขึ้นล่องตามลำแม่น้ำหรือตามช่องแคบ
ถ้ามีเรือกลไฟลำใดเดินอยู่ในฟากน้ำหรือร่องที่ไม่ผิดหรือเดินแอบฝั่งอย่างใกล้พอสมควรแก่ที่จะ
ไม่ให้เป็นอันตรายแก่เรือลำนั้นห้ามมิให้เรือที่แล่นก้าวนั้นแล่นผ่านตัดหน้าเรือ
หรือแล่นก้าวใกล้ถัดหน้าเรือกลไฟนั้นเป็นอันขาด
ในแม่น้ำหรือในช่องน้ำที่แคบ
ห้ามมิให้เรือกลไฟเล็กหรือเรือยนต์พยายามแล่นผ่านหน้าเรือ
กำปั่นไฟโดยอย่างที่อาจให้เกิดโดนกันขึ้นได้ มาตรา
110
(1)
นายเรือหรือผู้ที่ควบคุมเรือผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา
104
มาตรา
105
มาตรา
106
มาตรา
107
มาตรา
108
หรือ มาตรา
109
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
(ฃ) ว่าด้วยเรือถอยออกจากอู่ มาตรา
111
ในตอนลำน้ำเจ้าพระยา
ซึ่งเรือเดินทะเลเดินได้นั้นเมื่อมีเรือลำใดกำลังถอย
ออกจากอู่หรือถอยลงจากท่าลาดในเวลากลางวันต้องมีทุ่นรูปกลมสีดำลูกหนึ่งชักขึ้นไว้ที่เสา
หรือที่เด่นแห่งหนึ่งที่ปากอู่หรือท่าลาดนั้น ให้เรือต่าง ๆ
ที่เดินขึ้นล่องในแม่น้ำแลเห็นได้ชัด
เมื่อก่อนหน้าจะถอยออกจากอู่หรือท่าลาดให้ชั
กลูกทุ่นขึ้นไว้เพียงครึ่งเสา เมื่อกำลังถอยออกให้ชักขึ้นถึงปลายเสา
ถ้าเป็นเวลาค่ำคืนให้ใช้โคมไฟสีแดงแทน
และทำอย่างวิธีเดียวกันกับลูกทุ่นสีดำ มาตรา
112
(2) ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา
111
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าร้อยบาทถึง ห้าพันบาท
(ฆ)
ว่าด้วยทุ่นและเครื่องสำหรับผูกจอดเรือ มาตรา
113
ห้ามมิให้ผู้ใดมีหรือวางทุ่นหรือเครื่องสำหรับผูกจอดเรือในน่านน้ำแม่น้ำหรือ
ทำเลทอดสมอจอดเรือใด ๆ
เว้นไว้แต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าหรือจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
และโดยต้องถือและกระทำตามข ้อบังคับกำกับอนุญาต
และต้องเสียค่าธรรมเนียมตามซึ่ง
เจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่นั้นจะกำหนดแต่บัญญัติที่ว่านี้ไม่ใช้ตลอดถึง
ทุ่นและเครื่องหมายหรือเครื่องผูกจอดเรือของกระทรวงทหารเรือ
ซึ่งจอดไว้ชั่วคราวในลำน้ำ
สำหรับการตรวจเซอร์เวย์ทำแผนที่
|
|
|
|
|
มาตรา
114
ห้ามมิให้ผู้ใดเอาเรือเก็บสินค้าหรือเรือชนิดใด ๆ
ที่คล้ายเรือเก็บสินค้าซึ่งใช้เป็นเรือทุ่น
หรือสำหรับบรรจุสิ่งของต่าง ๆ
ทอดสมออยู่เป็นการประจำในน่านน้ำลำแม่น้ำ หรือทำเลทอดจอดเรือตำบลใด ๆ
เว้นไว้แต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าหรือจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
และโดยต้องถือและกระทำตามข้อ บังคับกำกับอนุญาต
และต้องเสียค่าธรรมเนียมตามซึ่งเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่นั้นจะกำหนด
มาตรา
115
ทุ่นหรือเครื่องสำหรับผูกจอดเรือ
ซึ่งจะได้อนุญาตตามความใน มาตรา
113
นั้น ให้ใช้สำหรับเรือของผู้ที่ได้รับอนุญาตฝ่ายเดียว
ถ้าเรืออื่นจะอาศัยใช้ผูกจอด
ต้องได้รับอนุญาตของผู้นั้นก่อนจึงทำได้ มาตรา
116
(1) ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา
113
มาตรา
114
หรือ มาตรา
115
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
และปรับเป็นรายวันวันละห้าร้อยบาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
และเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จะสั่งให้รื้อถอน
หรือเคลื่อนย้ายทุ่นหรือเครื่องสำหรับผูก
จอดเรือนั้นด้วยก็ได้ มาตรา
117
(2)
ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ
ในน้ำ และใต้น้ำ ของแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ
ทะเลสาบอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
หรือทะเลภายในน่านน้ำไทยหรือบนชายหาดของทะเลดังกล่าว
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า
หลักเกณฑ์และวิธีการในการอนุญาตให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
โดยกฎกระทรวง
ดังกล่าวจะต้องระบุลักษณะของอาคารและการล่วงล้ำที่พึงอนุญาตได้ไว้ให้ชัดแจ้ง
พร้อมทั้งระยะเวลาที่จะต้องพิจารณาอนุญาตให้แล้วเสร็จด้วย
เมื่อผู้ขออนุญาตยื่นคำขอถูกต้องตามหลักเกณฑ์
วิธีการและลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎ กระทรวงตามวรรคสองแล้ว
เจ้าท่าต้องอนุญาตภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวงดังกล่าว
มาตรา
117ทวิ
(3)
ผู้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดตาม
มาตรา
117
ต้องเสียค่าตอบแทนเป็นรายปี
ตามวิธีการและอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องไม่น้อย
กว่าตารางเมตรละห้าสิบบาท
และถ้าเป็นอาคารหรือสิ่งอื่นใดซึ่งมีลักษณะหรือวัตถุประสงค์
เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจให้เสีย เป็นสองเท่าของอัตราดังกล่าว
ในกรณีที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดดังกล่าวถูกปลูกสร้างขึ้นโดยมิ
ได้รับอนุญาตหรือไม่เป็นไปตามที่ได้รับ
อนุญาตให้เสียค่าตอบแทนเป็นสามเท่าของอัตราดังกล่าว
การกำหนดค่าตอบแทนตามวรรคหนึ่ง
ให้คำนึงถึงสภาพของแต่ละท้องที่และประโยชน์ที
่ผู้ปลูกสร้างหรือผู้ครอบครองพึงได้รับ
ค่าตอบแทนที่เก็บได้ตามวรรคหนึ่ง
ให้ตกเป็นของกรุงเทพมหานครเมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด
สุขาภิบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นซึ่งมีกฎหมาย จัดตั้งขึ้น
แล้วแต่กรณี ที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นอยู่ในเขต
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร
จะออกกฎกระทรวงยกเว้นหรือลดหย่อนค่าตอบแทนให้หน่วยงาน
หรือบุคคลใดก็ได้ มาตรา
118
(4) ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา
117
หรือผู้ใดได้รับอนุญาตตาม มาตรา
117
แล้วปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต
ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตาม
พื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา
118ทวิ
(5) ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน
มาตรา
117
หรือผู้รับอนุญาตตาม มาตรา
117
ปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต
ให้เจ้าท่ามีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้า
ของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดดังกล่าวรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้น
ให้เสร็จสิ้นโดยถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้เจ้าท่าปิดคำสั่งไว้ ณ
อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นและจะห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองนั้นใช้หรือยินยอมให้ผู้ใดใช้อาคารหรือสิ่ง
ิ่อื่นใดนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจนกว่าจะได้รื้อถอนหรือแก้ไขเสร็จด้วยก็ได้
ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าตามวรรคหนึ่ง
หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบ ครอง
และเจ้าท่าได้ปิดคำสั่งไว้ ณ
อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นครบสิบห้าวันแล้วให้เจ้าท่าร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้มี
การรื้อถอนอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้น
ถ้าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่ามีการฝ่าฝืน
มาตรา
117
จริง
ในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบ ครองอาคารหรือสิ่งอื่นใด
ให้ศาลมีคำสั่งให้ เจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นผู้รื้อถอน
ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่รื้อถอนตาม กำหนดเวลาในคำสั่งศาล
หรือในกรณีที่ ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าท่าเป็นผู้จัดการให้มีการรื้อถอน
ในกรณีที่เจ้าท่าเป็นผู้จัดการให้มีการรื้อถอนตามคำสั่งศาลตามวรรคสามให้เจ้าท่าใช้ความระมัด
ระวังตามควรแก่พฤติการณ์
โดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดจะเรียกร้องค่าเสียหายใด
ๆ จากเจ้าท่าไม่ได้
และเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการนั้น
ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดไม่ยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายตามวรรคสี่ภายในระยะ
เวลาที่เจ้าท่ากำหนดตามควรแก่กรณี
หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
ให้เจ้าท่าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
คมนาคมนำวัสดุที่ถูกรื้อถอนรวมทั้งสิ่งของที่ขนออกจากอาคารหรือสิ่งอื่นใด
ส่วนที่มีการรื้อถอนออกขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่น
เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นใ
ห้นำไปชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เจ้าท่าได้จ่ายไปในการจัดการรื้อถอนและค่าตอบแทนตาม
มาตรา
118
และถ้ามีเงินเหลือจากการชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้เจ้าท่าเก็บรักษาไว้
เพื่อคืนให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง
หรือเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่มารับคืนภายในหนึ่งปีให้ตกเป็นของแผ่นดิน
ในกรณีที่เจ้าท่าจะดำเนินการตามวรรคหนึ่งและอาคารหรือสิ่งอื่นใดดังกล่าวมีลักษณะซึ่งอาจอนุญาต
ได้และเจ้าของหรือผู้ครอบครองยอมชำระค่าปรับตามที่เจ้าท่ากำหนดตามอัตราใน
มาตรา
118
แล้ว
เจ้าท่าจะออกใบอนุญาตให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองก็ได้และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วให้เสียค่า
ตอบแทนเป็นสองเท่าของ มาตรา
117ทวิ
มาตรา
118ตรี
(1)ในกรณีที่ไม่ชำระค่าตอบแทนตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตาม
มาตรา
117ทวิ
ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระ
มาตรา
119
(2) ห้ามมิให้ผู้ใดเท ทิ้ง หรือทำด้วยประการใด ๆ ให้หินกรวด
ทราย ดิน โคลน อับเฉา สิ่งของ หรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ
ยกเว้นน้ำมันและเคมีภัณฑ์ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ
หรือทะเลสาบ อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วม
กันหรือทะเลภายในน่านน้ำไทย อันจะเป็นเหตุให้เกิดการตื้นเขิน
ตกตะกอนหรือสกปรก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า
ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียในการขจัดสิ่งเหล่านั้นด้วย
มาตรา
119ทวิ
(3) ห้ามมิให้ผู้ใดเท ทิ้ง หรือทำด้วยประการใด ๆ
ให้น้ำมันและเคมีภัณฑ์หรือสิ่งใด ๆ ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ
หรือทะเลสาบอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้
ประโยชน์ร่วมกัน
หรือทะเลภายในน่านน้ำไทยอันอาจจะเป็นเหตุให้เกิดเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหรือ
ต่อสิ่งแวดล้อมหรือเป็นอันตราย ต่อการเดินเรือในแม่น้ำ ลำคลอง บึง
อ่างเก็บน้ำ หรือทะเลสาบดังกล่าว
ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
และต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการแก้ไขสิ่งเป็นพิษ
หรือชดใช้ค่าเสียหายเหล่านั้นด้วย มาตรา
120
(1) ให้เจ้าท่ามีหน้าที่ดูแล รักษาและขุดลอกร่องน้ำ ทางเรือเดิน
แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบและทะเลภายในน่านน้ำไทย
ห้ามมิให้ผู้ใดขุดลอก แก้ไข หรือทำด้วยประการใด ๆ
อันเป็นการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำทางเรือเดิน แม่น้ำ ลำคลอง
ทะเลสาบหรือทะเลภายในน่านน้ำไทย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า
ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาทและให้เจ้าท่าสั่งให้หยุดกระทำการดังกล่าว
ว่าด้วยเรือที่เป็นอันตรายลง ฯลฯ มาตรา
121
(2) เมื่อมีเรือไทย
เรือต่างประเทศหรือสิ่งอื่นใดจมลงหรืออยู่ในสภาพที่อาจเป็นอันตราย
แก่การเดินเรือในน่านน้ำไทย
ให้เจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นจัดทำเครื่องหมายแสดงอันตรายโดยพลัน
ด้วยเครื่องหมายตามที่เจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เห็นสมควร
สำหรับเป็นที่สังเกตในการเดินเรือทั้งเวลา กลางวันและเวลากลางคืน
จนกว่าเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นจะได้กู้ รื้อ
ขน ทำลายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด
แก่เรือหรือสิ่งอื่นใดซึ่งได้จมลงหรืออยู่ใน
สภาพที่อาจเป็นอันตรายแก่การเดินเรือออกจากที่นั้นเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่เจ้าท่ากำหนด
ถ้ามิได้จัดทำเครื่องหมายแสดงอันตรายหรือกู้ รื้อ ขน
ทำลายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้แล้ว
เสร็จภายในระยะเวลาที่เจ้าท่ากำหนดตามวรรคหนึ่ง
ให้เจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่มี
อำนาจจัดทำเครื่องหมายแสดงอันตราย หรือกู้ รื้อ ขน
ทำลายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เรือหรือสิ่งอื่นใด
และทรัพย์สินที่อยู่ในเรือหรือสิ่งอื่นใดให้พ้นจากสภาพที่อาจเป็นตรายแก่การเดินเรือ
โดยเรียกค่าใช้จ่ายจากเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้น
ถ้าเรือไทย เรือต่างประเทศหรือสิ่งอื่น ใดตามวรรคหนึ่ง
มีสิ่งซึ่งก่อหรืออาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่ง แวดล้อม
ให้เจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นขจัดหรือป้องกันมลพิษให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่เจ้า
ท่ากำหนดหากไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว
ให้เจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่มี
อำนาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อขจัดหรือป้องกันมลพิษนั้นได้
โดยเรียกค่าใช้จ่ายจากเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้น
ในกรณีที่เจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นไม่ยอมชดใช้ค่าใช้จ่ายตามวรรคสองหรือ
วรรคสามภายในระยะเวลาที่เจ้าท่ากำหนดตามควรแก่กรณี
หรือไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้น
ให้เจ้าท่าด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงคมนาคมนำเรือหรือสิ่งอื่นใดแล
ะทรัพย์สินที่อยู่ในเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นออกขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่น
ถ้าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นยังไม่เพียงพอชดใช้ค่าใช้จ่าย
เจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นต้องชดใช้ส่วนที่ยังขาด
แต่ถ้าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือ
ขายโดยวิธีอื่นนั้นเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว
เหลือเท่าใดให้คืนเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือ
หรือสิ่งอื่นใดนั้นหรือเจ้าของทรัพย์สิน
เว้นแต่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือหรือสิ่งอื่นใดนั้นหรือเจ้าของทรัพย์สิน
ให้เงินที่เหลือนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ว่าด้วยแตรหวีดเป่าด้วยแรงสติม ฯลฯ มาตรา
122
ห้ามมิให้เรือกำปั่นไฟ
หรือเรือกลไฟเล็กที่ทอดสมออยู่ก็ดีหรือกำลังเดินอยู่ก็ดี
เป่าแตรหวีดนอกจากเฉพาะสำหรับความสะดวกในการเดินเรือ
หรือเพื่อป้องกันมิให้โดนกันกับเรืออื่นและเสียง แตรที่เป่าขึ้นนั้น
ห้ามมิให้เป่านานเกินกว่าสมควร
ข้อบังคับที่ว่านี้ให้ใช้ได้สำหรับแตรเรือยนต์เหมือนกัน มาตรา
123
ภายในเขตท่าเรือกรุงเทพฯ
ห้ามมิให้เรือลำใดใช้แตรที่มีเสียงห้าวหรือเสียงครางครวญ
เว้นไว้แต่เรือมาจากต่างประเทศที่ไม่มีแตรอย่างอื่นนอกจากอย่างนั้น
ว่าด้วยการยิงปืน มาตรา
124
ภายในเขตท่ากรุงเทพฯ
นอกจากได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าหรือจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
ห้ามมิให้ผู้ใดยิงปืนจากเรือกำปั่นหรือเรือเล็กลำใดเป็นอันขาด
เว้นไว้แต่สำหรับเป็นเครื่องสัญญาณว่ามีเหตุร้ายเ
กิดขึ้นแก่เรือ
ว่าด้วยการตีกลองตีฆ้องและจุดดอกไม้เพลิง มาตรา
125
ภายในเขตท่ากรุงเทพฯ และนอกจากได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า
หรือเจ้าพนักงานผ ู้มีหน้าที่ ห้ามมิให้ผู้ใดตีกลอง ตีฆ้อง
ปล่อยหรือจุดดอกไม้เพลิงในระหว่างเวลาตั้งแต่ 4
ทุ่มถึงเวลาย่ำรุ่งเป็นอันขาด มาตรา
126
(1) ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา
122
มาตรา
|