ไม่เว้นแม้แต่วัดเมื่อต้องเผชิญก็ต้องปรับตัวจนนำไปสู่การสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องธรรมดาเสียจริง ๆ

     วันที่ 10 มีนาคม 2551 เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับหลวงพี่ พระมหาชัยวุธ แห่งวัดยางทอง วัดที่มีต้นยางสูงเด่นในอดีต จนสามารถแลเห็นได้เมื่อยามออกทะเลไปทางเกาะยอ ยังได้รู้อีกว่าวัดแห่งนี้ยังมีบ่อน้ำหลงเหลือและใช้ประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน ตามนามท้ายที่บอกว่าเมืองลุง(นา) สงขลา(บ่อ) ข้อมูลเหล่านี้ได้รับรู้มาจากหนังสือ "วัดเปลี่ยนไป" ที่ท่านมหาชัยวุธมอบให้ตอนไปถึง สำหรับประเด็นเนื้อหาในหนังสือหากท่านใดต้องการทราบรายละเอียดต่อ โปรดติดตามสอบถามเอาได้จาก link ข้างต้น

    วันนั้นไปรับหลวงพี่ก็เพื่อนิมนต์ไปร่วมประชุมยกร่างหลักสูตรพัฒนานักวิจัย R2R ที่ มรภ.สงขลา ทราบจากครูนงฯ ว่าหลวงพี่รับนิมนต์เพราะ ชอบใจคนนิมนต์ จนเป็นที่ขำกันว่า หลวงพี่รับนิมนต์แบบนี้บ่อยไหม หรือนี่ก็เป็นอีกแบบนึงของประเด็น "วัดเปลี่ยนไป" วัดเปลี่ยนไปหรือเพราะคนสังเกตเปลี่ยนไป ตรงนี้แหละที่ผมติดใจจะนำมาบันทึก ประเด็นว่าเปลี่ยนไปด้วยเพราะการวัดประเมิน เป็นการใช้เกณฑ์อ้างอิงจากห้วงเวลาในอดีต ไม่ได้ย้ายจุดตามเวลาที่ล่วงเลยไป หรือจะพูดง่าย ๆ คือเปลี่ยนไปตามนัยยะของการสัมพัทธ์

     เข้าเรื่องเลยดีกว่าหากผมมองว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย นั่นหมายถึงว่าผมยอมรับได้และยอมย้ายจุดอ้างอิงไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปจากเดิม และยอมรับได้ว่าเป็นธรรมดาที่วัดจะเปลี่ยนไป หรือทุกอย่างจะเปลี่ยนไป จึงเสมือนว่าไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปเลย เพราะจุดอ้างอิงก็เปลี่ยน คนสังเกตก็เปลี่ยนไปด้วย ทีนี้ที่ใคร ๆ บอกว่า "เปลี่ยนไป" ก็เพราะยึดโยงหรือติดแน่นกับประสบการณ์เดิมที่ใช้เป็นจุดอ้างอิง จึงมองเห็นเป็นความเปลี่ยนแปลง ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงว่าหลวงพี่ยึดติด แต่อยากจะสื่อสารว่าการประเมินโดยใช้เกณฑ์อ้างอิงใด ๆ นั้น ต้องระวังเรื่องกาลเวลาด้วยเป็นสำคัญ คุณสมบัติที่สำคัญของเกณฑ์ที่ใช้ในการวัดประเมินคือความยืดหยุ่นตามกาลเวลา

     ต่อไปจะเอาตามหลวงพี่ว่าคือใช้เกณฑ์ในการประเมิน คือประสบการณ์/ความทรงจำในอดีต มาเทียบกับสิ่งที่เป็นไปและปรากฎอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่น่าจะมีเพียงวัดเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป ยังมีปรากฎการณ์อื่น ๆ อีกมากมายที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดล้วนเป็นการปรับตัวให้เข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ก็ทั้งทางเสื่อมโทรมและการพัฒนา อะไรที่เป็นความเสื่อมโทรม หรือการพัฒนา หากเราจะใช้ประเด็นคุณธรรม/จริยธรรม จะสัมผัสได้เร็วและง่ายกว่า แม้จะเป็นนามธรรมกว่า เช่น โรงเรียนเสื่อมโทรมลงเพราะไม่มีเอื้ออาทรกันอย่างเก่า (จะเห็นกาลเวลา...เข้ามเกี่ยวข้อง) หากใช้ภาพลักษณ์เป็นเด็นในการสังเกต เช่น วัดพัฒนาขึ้นเพราะมีถนน คสล.ภายในวัด (ไม่แน่ใจ สัมผัสยากกว่า และยังตัดสินไม่ได้ว่าพัฒนาหรือเสื่อมโทรม) อย่างนี้เป็นต้น

     การเปลี่ยนไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ เพื่อให้เท่าทัน อย่างที่หลวงพี่ลิขิตไว้ จึงเป็นถ่ายทอดให้เห็นความเป็นปกติของสิ่งที่เกิดขึ้น มีอยู่ และดับไป เป็นธรรมดาของโลก ในหนังสือเล่มนี้จึงป็นหนังสือที่ทำให้ผมอ่านแล้วคิดอะไรได้หลายประการ ในเรื่องความพยายามที่จะพัฒนาความเป็นชุมชน บางเรื่องเราน่าจะถอยกลับสู่ภาวะก่อนเปลี่ยนมา และจะยังกลับได้อยู่หากเราได้รู้เท่าทัน ในหนังสือเล่มนี้ยังบอกอะไรอีกมากมายถึงเงื่อนไขการเปลี่ยนไป และความจำเป็นต้องอยู่รอดของระบบต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่วัดเมื่อต้องเผชิญก็ต้องปรับตัวจนนำไปสู่การสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องธรรมดาเสียจริง ๆ