ข่าว EU จัดสรรทุน ๑๐๐ ล้านบาทใน ๓ ปี สนับสนุนการวิจัยเพื่อหาพระเจ้า  หรือเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมคนจึงเชื่อในพระเจ้า   หรือในชื่อโปรแกรม “Explaining Religion”  อ่านรายละเอียดได้ที่   http://www.economist.com/science/displaystory.cfm?story_id=10875666    ที่น่าสนใจคือเขาจัดเป็นโปรแกรมวิจัยสหสาขา เช่น จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์  neuroscience  มีนักวิจัยจาก ๑๔ มหาวิทยาลัยเข้าร่วม    ที่น่าสนใจคือ มีกลิ่นไอของการใช้ชีววิทยา มาอธิบายเรื่องศาสนา เรื่องพระเจ้า
          ข่าวนี้ทำให้ผมหวนกลับมาพิจารณาตนเอง    ว่าความเชื่อเรื่องพระเจ้าของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ตั้งแต่เด็กจนแก่
           ผมถูกสั่งสอนทั้งโดยคำพูด และโดยการกระทำ ทั้งจากปู่ และพ่อ    ว่าเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มี   ปู่เคยบอกว่า ถ้าพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์จริงก็ให้ทดลองโยนลงไปในน้ำและอธิษฐานว่าถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงให้ขึ้นจากน้ำได้เอง   เราไม่หวังความช่วยเหลือจากสิงศักดิ์สิทธิ์ใดๆ    หวังพึ่งตนเอง เป็นหลัก   ที่บ้านของคนในครอบครัวผมไม่มีศาลพระภูมิ    และเป็นมาจนบัดนี้   
           แต่พอแก่ตัวเข้า ผมกลับคิดว่ามีพระเจ้า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้    ส่วนหนึ่งอยู่ภายในตัวเราเอง    อีกส่วนหนึ่งอยู่ภายในวัฒนธรรมหรือความเชื่อร่วมกันของคนในชุมชนหรือสังคม    คือผมเชื่อว่าเรื่องพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความเชื่อในความดีงาม เป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในธรรมชาติ (ชีววิทยา) ของความเป็นมนุษย์    พูดใหม่ว่าพระเจ้าอยู่ในตน อยู่ในทุกคน    วิวัฒนาการทางชีววิทยา ได้สร้างคุณสมบัติทางสมองส่วนลึก (ไม่รู้ตัว) ให้หิวโหย และสร้างพระเจ้าขึ้นมาตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของตนหรือของกลุ่ม
           มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก    มนุษย์เรามีความซับซ้อน    เมื่อเรามีความหิวโหยทางวิญญาณ ก็มีคนที่ฉลาด (อาจจะแกมโกงด้วย) ใช้ประโยชน์ของจุดอ่อน/จุดแข็ง นี้เพื่อการควบคุมทางสังคม    ให้สังคมราบรื่น   หรือเพื่อการปกครองครอบงำโดยตนเอง    พระเจ้าจึงมีทั้งปางที่เมตตาและโหดร้าย   ซึ่งมองอีกทีหนึ่ง พระเจ้าก็คือกระจกเงาของมนุษย์นั่นเอง 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๐ มี.ค. ๕๑