ผมโชคดี ได้รับเชิญจาก NECTEC ไปฟังการบรรยายเรื่อง “How to Manange International and National R&D Program : NSF Experience” โดย Dr. William Y.B. Chang, Director of US NSF, Beijing Office  เมื่อวันที่ ๒๐ มี.ค. ๕๑  

          ความประทับใจที่ได้ก็คือ ตัวระบบการจัดการงานวิจัย และหน่วยจัดการงานวิจัยเอง ต้องเปลี่ยนแปลงในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ทุกๆ เวลา ๗ ปี    เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และของสังคม  

ทิศทาง ยุทธศาสตร์ สาระ และลำดับสำคัญของการวิจัย ต้องปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ให้ตรงกับความเป็นจริงแห่งยุคสมัย

ตัวนักวิจัยเก่งๆ จะช่วยกันกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ สาระ และลำดับสำคัญของการวิจัยได้    NSF เขามีหลักว่า จะสนับสนุนการวิจัยในระดับที่มีธรรมชาติ เสี่ยงสูง (High Risk) ที่จะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์   เพราะเขามีหลักว่า งานวิจัยที่ Low Risk ค่อนข้างมั่นใจว่าเอาผลงานมาใช้ประโยชน์ได้แน่ ก็ยกให้เอกชนเขาดำเนินการ    อย่าไปทำแข่งกับภาคเอกชน  

งานวิจัยที่ High Risk มีธรรมชาติคู่กันคือ High Return    เมื่อได้ผลการวิจัยก็จะมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับ macro    นี่คือภารกิจของหน่วยสนับสนุนหรือจัดการงานวิจัยระดับชาติ   ซึ่งจะต้องทำงานเชื่อมโยงในระดับนานาชาติด้วย    เพราะความรู้ และผู้รู้ มันไร้พรมแดน

ธรรมชาติที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงของการวิจัยในปัจจุบันคือ   มันจะไม่แยกสาขา ต้องทำงานร่วมกันหลายสาขา    และต้องทำร่วมกันในหลายประเทศ    ความรู้ในปัจจุบันมันไม่ขยายตัวแบบเส้นตรง    แต่จะพัฒนาอย่างไร้ระเบียบ    หน่วยจัดการงานวิจัยจึงต้องพัฒนาทักษะในการทำงานในสภาพดังกล่าว    ซึ่งจะแตกต่างไปจากที่เคยชินอย่างสิ้นเชิง

NSF ย่อมาจาก National Science Foundation  แต่ในปี ๒๕๔๒ (เขามีเฉพาะตัวเลขเก่า) เงินสนับสนุนการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ร้อยละ ๕๖ ของประเทศ มาจาก NSF  คือคำว่า science ของเขาไม่ได้แปลว่าวิทยาศาสตร์ตามที่เราเข้าใจ   แต่แปลว่าวิทยาการ

ผมชอบใจที่ NSF กำหนด strategic outcome ของการดำเนินการไว้ ๔ อย่าง

๑.      Discovery

๒.    Learning

๓.    Research Infrastructure

๔.    Stewardship

 

คือเขามองผลเชิงยุทธศาสตร์ในการทำงานจัดการงานวิจัยไว้อย่างแยบยลมาก   มองกว้าง ไม่ใช่มองแคบเฉพาะรายโครงการ

 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ มี.ค. ๕๑