ยาเสพติดกลายเป็นวาทกรรมของใคร?

 รัฐบาลทั้งที่มาจากระบบประชาธิปไตยกึ่งสำเร็จรูปหรือประชาธิปไตย 3 นาทีในคูหาเลือกตั้งหรือรัฐบาลกระบอกปืนทุกยุคทุกสมัย ล้วนแล้วแต่นำความรุนแรงอันประกอบทั้งความรุนแรงเชิงรูปธรรมและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง การตีตรา การสร้างวาทกรรม การผลิตซ้ำ มาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับยาเสพติดที่เป็นองค์รวมทั้งสิ้น เพราะยาเสพติดมิได้มีเพียงตัวยา หากแต่รวมถึงผู้เสพ ผู้ค้า กลุ่มเสี่ยง กลุ่มใส ครอบครัว ชุมชน สังคม นักวิชาการ นโยบาย และการเมืองระหว่างประเทศ แต่ละปีรัฐหมดงบประมาณมหาศาลเพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติด ซึ่งแน่นอนว่าปัญหายาเสพติดไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทย ปัญหาหลักจึงอยู่ที่ว่าสังคมจะเรียนรู้และอยู่ร่วมกับมันได้อย่างเข้าใจจะลดปัญหาให้น้อยลงได้อย่างไรมากกว่าควรให้ความสำคัญต่อการลดผลกระทบพอ ๆ กับการมุ่งลดอันตราย เพราะนี่คือหัวใจหลักของการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm reduction)

ยาเสพติดเป็นปัญหาสังคม นี่คือจุดย้ำและจุดยืนของคนทำงานด้านยาเสพติดที่มองว่าไม่ได้ถูกร่วมแก้ไขโดยภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีภาคประชาสังคมและชุมชนไม่น้อยที่เห็นความสำคัญปัญหาจนกระทั่งลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหายาเสพติดด้วยกระบวนการชุมชนและการมีส่วนร่วมผลสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างตามเหตุปัจจัย แต่ข้อค้นพบปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่ การเข้าถึง ทั้งเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและเข้าถึงแหล่งทุนที่เปรียบเสมือนน้ำมันเชื้อเพลิง หลายหน่วยงานให้นโยบายและแนวทางปฏิบัติแต่ดองงบประมาณไว้ใช้ในแวดวงเจ้าหน้าที่ระดับบริหารเปรียบเหมือนให้นักรบไปออกรบ แจกปืนคุณภาพสูงแต่ไม่แจกกระสุน ให้ไปหาเอาเองข้างหน้า แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเป้าหมายเดียวกันแต่แยกกันเดินทางไปตามทางที่ตนถนัดแล้วต่างฝ่ายต่างมาสรุปอนุมานเอาเองว่าทำสำเร็จ ไม่เว้นแม่แต่องค์กรพัฒนาเอกชนเองที่ยังทำงานแยกส่วนตามแหล่งทุนที่ตนเองได้รับ มุ่งทำงานให้เกิดกิจกรรมที่ตนเองถนัดโดยไม่ได้ใส่ใจที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเป็นองค์รวมเชื่อมโยงกับภาคสังคมอื่น ๆ ผู้บริหารองค์กรเองก็ยังเป็นผู้ที่มีอำนาจได้รับผลประโยชน์เชิงรายได้เลี้ยงชีพ (หรือมากกว่านั้น) เช่นเดียวกับองค์กรภาครัฐ จึงน่าที่จะมีการทบทวนจัดการความรู้ (KM) ร่วมกันว่าทิศทางการจัดการกับปัญหายาเสพติดที่มุ่งแก้ไขหรือลดปัญหาจริง ๆโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่เป็นตัวเล็กตัวน้อยในสังคมขายขอบที่ถูกกำหนดขึ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เราอย่าลืมว่าในสังคมของผู้ใช้ยายังมีการ แบ่งชนชั้น  ผู้ใช้ยาโลโซ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ถูกประทับตราเป็นสินค้าทั้งโดยไม่รู้ตัวและเต็มใจจากแรงจูงใจและผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อยถูกดึงเข้าร่วมโครงการสารพัดเมื่อมีจำนวน มากขึ้น เงินก็ไหลตามมา แต่ทำไมผู้ใช้ยากลุ่มนี้ถึงล้มหายตายจากลงไปทีละคนสองคนอย่างน่าใจหาย ผู้ติดเชื้อได้รับยาธรรมดา ๆ ตามบัญชียาหลักของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(หรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ซึ่งยอมรับว่าหลายกิจกรรมเป็นการลดอันตรายแต่เป็นระยะสั้นไม่ใช่ระยะยาวและยั่งยืน แต่อีกด้านหนึ่งผู้ใช้ยาไฮโซมีเงินซื้อ ของ ราคาแพง ๆ ปาร์ตี้อัพยาในโรงแรมหรู บินไปเมืองนอกเหมือนเปลี่ยนผ้าอนามัยเพื่อรักษาอาการแทรกซ้อนจาก HIV ใช้กลไกการตลาดพลิกผันบทบาทตัวเองเป็น ผู้ใช้ยาประชานิยม

เป็นเรื่องที่น่ายกย่องสำหรับคนทำงานด้านยาเสพติดที่มีความตั้งใจจะแก้ปัญหาถึงแม้ว่าจะแก้ไม่ได้ทั้งหมด แต่ในมุมมองของคนหนึ่งที่ทำงานมองว่าการทำงานเชิงพื้นที่และการผลักดันเชิงนโยบายเป็นเรื่องที่ดี แต่คงจะล้าสมัยไปถ้ามัวแต่มานั่งวิพากษ์และวิจารณ์การทำงานที่ถูกมองเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพราะปัญหาต่าง ๆ ถูกวิเคราะห์และสังเคราะห์กันในเกือบทุกเวที แต่ขาดการขับเคลื่อนประเด็นสู่ภาคประชาสังคมซึ่งขาดการเข้าถึงทั้งทุนข้อมูล และทุนทรัพย์ เพราะปัญหาสังคม ควรต้องให้สังคมมีส่วนร่วมในการแก้ไข ผู้ใช้ยาหรือผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการใช้ยา รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบมิได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่หรือไข่นกกาเหว่า หากแต่เขาและเราอยู่ร่วมกันในสังคมที่ต้องอาศัย ความจริงใจในการเรียนรู้และอยู่กับมันอย่างเข้าใจ ปรับความคาดหวังและฐานคิดร่วมกันทั้งส่วนของรัฐ คนทำงาน สังคม และผู้ใช้ยา ลองมาร่วมกันลดบทบาทการเป็นผู้รับ สู่การเป็นผู้ให้บ้าง อย่างน้อยที่สุดก็ลดการสร้างวาทกรรมเพื่อสถาปนาความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนและทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายที่ถูกกำหนดให้อยู่ตรงข้าม ใช้ใจมองปัญหาให้เกิดปัญญา เข้าใจเหตุ ปัจจัย เงื่อนไข ใช้ใจทำงานควบคู่กับ ทำเงินใส่ใจต่อ คุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน