วันสุดท้ายของการไปเที่ยวสิกขิม  เรากลับมาที่เมืองกัลกัตตา ของอินเดีย  เมืองที่ใครต่อใครบอกว่ามีสีสันแห่งชีวิต  และข้าพเจ้าก็เห็นจริงตามนั้น แต่เป็นสีสันที่ทำให้เราไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่

  เรานั่งเครื่องจาก Bagdora มาถึงกัลกัตตาในช่วงบ่ายแก่ๆ พวกเราจะพักที่เมืองนี้ 1 คืน ก่อนจะนั่งเครื่องกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้น  เรามีเวลาที่นี่ 1 คืน กับอีกครึ่งวัน กัลยาณมิตรที่ไปด้วยกันบอกว่ารวมแล้ว  22 ชั่วโมง      แต่เป็น 22 ชั่วโมง ที่ทำให้เราคิดถึงเมืองไทยเป็นอันมาก

บนท้องถนนของเมืองนี้มีแต่ความหดหู่  ผู้คนต่างมีใบหน้าที่เคร่งเครียด  ไม่มีรอยยิ้ม และไม่มีความสุข

ริมถนนกลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนบางส่วน  พวกเขานอนที่นั่น กินที่นั่น ใช้ชีวิตประจำวันอยู่ที่นั่น  ไม่มีบ้านไม่มีพื้นที่ใดๆ ส่วนตัว  เพื่อนข้าพเจ้าบอกว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่ศิลปินหรือคนที่ชอบถ่ายรูปภาพชีวิตผู้คน  น่าจะชอบ   

ข้าพเจ้านึกไปถึงสภาพชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านชนบทของสิกขิม ซึ่งได้พานพบเมื่อหลายวันที่ผ่านมา  ที่นั่นพวกเขามีความสุข แม้จะมีเพียงบ้านหลังเล็กๆ แต่ก็มีพื้นที่ส่วนตัว มีที่นอนอันอบอุ่น  มีธรรมชาติที่สวยงามรายรอบ  เด็กๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส  เมื่อเรานั่งรถผ่านไปพวกเขาก็ยิ้มให้และโบกมือทักทาย  บางทีก็พบเด็กๆอยู่ในชุดนักเรียนเดินไปโรงเรียนกันเป็นกลุ่มๆ  บางทีก็วิ่งเล่นไล่กัน  แต่ในกัลกัตตา ข้าพเจ้ายังไม่พบรอยยิ้มใดๆ ของผู้คนที่นี่ แม้แต่เด็กๆ ก็ยังมีใบหน้าที่เศร้าหมอง  สายตาของพวกเขาดูแห้งแล้งและว่างเปล่า 

ภาพของกัลกัตตาปัจจุบัน  น่าจะดูดีกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน  อย่างน้อยก็คงจะดูดีกว่าสมัยที่คุณแม่เทเรซา ยังมีชีวิตอยู่ เพราะจากคำบอกเล่าในหนังสือที่ชื่อ คุณแม่เทเรซา นักบุญของผู้ยากไร้ นั้น  มีผู้คนนอนอยู่ริมถนนมากกว่านี้ และบางคนนอนตายอยู่ที่นั่นโดยไม่มีใครเหลียวแล ถึงเวลาทางเทศบาลก็มาเก็บกวาดไป เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีวรรณะต่ำสุดของอินเดีย ???

มันเป็นการยากที่จะทำใจยอมรับว่า  ในส่วนหนึ่งของโลกเรานี้ ยังมีผู้คนที่มองเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์แตกต่างกันอย่างมากมาย ราคาชีวิตของคนคนหนึ่งอาจมีค่าต่ำเสียยิ่งกว่าหมาน้อยตัวหนึ่งในบ้านเมืองของเรา

ข้าพเจ้าถึงกับพูดกับเพื่อนๆ น้องๆ ที่ไปด้วยกันว่า เจ้ามูมู่หมาน้อยพันธ์ชิสุ ที่ข้าพเจ้าเลี้ยงไว้ที่บ้าน ยังจะมีชีวิตที่ดีกว่าคนที่กิน และนอน อยู่ริมบาทวิถีนี้  เพราะอย่างน้อยมันก็มีบ้านอาศัยอยู่ มีโซฟานุ่มๆ ให้นอนกลิ้งเล่น  มีอาหารให้ตามเวลา แถมได้รับความรักความเอาใจใส่เหมือนคนในครอบครัว   อาจจะเป็นตลกร้าย แต่เจ้าหมาน้อยที่บ้านของข้าพเจ้าดูจะมีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้คนริมบาทวิถีของเมืองนี้อย่างชัดเจน

ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ตอนที่คุณแม่เทเรซา มาพบเห็นสิ่งเหล่านี้ท่านจะรู้สึกเศร้าใจแค่ไหน  และสมัยนั้นก็คงจะดูเลวร้ายกว่าปัจจุบันหลายสิบเท่า

ตลอดหลายวันที่จากเมืองไทยมา เราไม่ได้คิดถึงบ้านมากมายอะไร  แต่การอยู่กัลกัตตาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน ทำเอาเราต่างคิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทยอย่างมากมาย และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ  เรานับเวลาเป็นชั่วโมงเลยทีเดียวขณะที่อยู่ในกัลกัตตา   นับเวลาที่จะกลับบ้าน