สัจธรรมในทางการเมืองคือ แม้เศรษฐกิจจะมีหลายเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล แต่ ทุกรัฐบาลปรารถนาให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศนโยบายลดภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกที่ 2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า เช่น กองทุนหมู่บ้านและ SML การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Megaproject) โดยรัฐบาลเชื่อว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะสูงถึงร้อยละ6
ในบทความนี้ ผมจะวิเคราะห์ถึงผลดี - ผลเสียและประสิทธิผลของมาตรการของรัฐบาล และเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ Negative tax ซึ่งผมเห็นว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ “เกาถูกที่คัน” มากที่สุด
อนึ่งบทความนี้ มุ่งวิเคราะห์ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อเศรษฐกิจมหภาคเฉพาะด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงขอละการวิเคราะห์ผลในด้านของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ก่อน
สำหรับนโยบายลดภาษีนั้น ในหลักการถือว่าเป็นนโยบายที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจาก การลดภาษีหรือคืนภาษี ทำให้ประชาชนมีรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Disposable income) มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้น และทำให้ภาคการผลิตขยายตัว แนวคิดเศรษฐศาสตร์มหภาคสำนักคลาสสิกยังถือว่าการลดภาษีเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุด เพราะมองว่า การลดภาษีเป็นการเพิ่มอุปาทานมวลรวม (Aggregate Supply) ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพด้านราคา
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของนโยบายในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่งบประมาณทุ่มลงไป หากเม็ดเงินลงไปที่กลุ่มคนจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีประสิทธิผลมาก เพราะคนจนมีค่าความโน้มเอียงที่จะบริโภคสูงกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูง กล่าวคือ เมื่อได้รับเงินมาจะมีแนวโน้มนำเงินไปใช้จ่ายมากกว่าผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งมีแนวโน้มจะนำไปออมมากกว่าคนจน
แต่เนื่องจากคนยากจนในประเทศไทยมีรายได้ต่ำกว่าระดับที่ต้องจ่ายภาษี ผลของมาตรการลดภาษีอาจเรียกได้ว่า “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ดังที่หลายฝ่ายวิจารณ์กัน เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์คือ ผู้ที่มีรายได้ระดับกลาง ซึ่งเดิมเคยเสียภาษีจะได้รับการยกเว้นภาษีจากมาตรการนี้ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ที่มีความโน้มเอียงที่จะบริโภคสูงที่สุด ขณะที่คนจนตัวจริงไม่ได้รับประโยชน์ เพราะไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว
สำหรับมาตรการลดภาษีที่สนับสนุนการออม โดยหลักการเป็นนโยบายที่ดี แต่ในแง่ของการ กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น การส่งเสริมการออมอาจให้ผลตรงกันข้าม เนื่องจากการที่ภาคเอกชนนำเงินได้ไปออมมากขึ้น เท่ากับว่าเงินที่ใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการจะลดลง แต่หากมองว่าจะมีการนำเงินออมไปลงทุนนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการออมสูงอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ ภาคการผลิตไม่มีความต้องการนำเงินออมไปลงทุน
สรุปได้ว่ามาตรการลดภาษีของรัฐบาลอาจไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะคนที่ได้รับการยกเว้นภาษีจะนำเงินไปออมมากขึ้น
เมื่อหันมาพิจารณามาตรการด้านรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการเดิมในรัฐบาลทักษิณ เช่น กองทุนหมู่บ้าน SML และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นต้น
ส่วนใหญ่ของมาตรการเหล่านี้ เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินไปที่ระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความโน้มเอียง ที่จะบริโภคสูง และนโยบายเหล่านี้ยังมุ่งให้ นำเงินไปใช้จ่ายเพื่อลงทุนมากกว่าการบริโภค ขณะที่โครงการลงทุน ขนาดใหญ่ยังก่อให้เกิดรายจ่ายในการซื้อสินค้าทุนและการจ้างงานมหาศาล โดยหลักการแล้ว มาตรการด้านรายจ่ายของภาครัฐเหล่านี้ น่าจะมีประสิทธิผลในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม โครงการอัดฉีดเงินลงไประดับรากหญ้ามีลักษณะฝนตกไม่ทั่วฟ้าเช่นกัน เพราะเงินที่ได้รับจากรัฐจะถูกจัดสรรปันส่วนตาม “ดุลยพินิจ” ของผู้มีอำนาจในชุมชนและการใช้จ่ายภาครัฐยังมีหลายขั้นตอน จึงอาจล่าช้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจและมีช่องทาง การคอร์รัปชัน ได้ง่าย ทำให้เม็ดเงินเหลือไปถึงรากหญ้าไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ประสิทธิผลของมาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐอาจไม่มากเท่าที่ควร แม้การใช้จ่ายงบประมาณจะมุ่งลงไปที่ระดับรากหญ้าโดยตรง แต่มีอุปสรรคด้านการบริหารงบประมาณในหลายด้าน
ในความเห็นผม Negative Tax น่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีกว่าสองแนวทางข้างต้น เพราะ Negative Tax เป็นการอัดฉีดเงินไปที่คนจนจริง ๆ และยังมีรูรั่วด้านการบริหารงบประมาณน้อย
Negative Tax เป็นแนวคิดที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังมากมาย เป็นการปรับระบบภาษีให้มี 2 ระบบ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะมีทั้ง Positive tax ที่เป็นภาษีระบบเดิม และ Negative tax ซึ่งเป็นการคืนภาษีตามรายได้ให้กับผู้จ่ายภาษี โดยภาษีจาก 2 ระบบนี้จะหักลบกัน หมายความว่า แทนที่คนยากจนที่ได้รับเพียงการยกเว้นภาษีในระบบ Positive tax แบบเดิม แต่จะได้รับเงินคืนภาษี (tax refund) จากระบบ Negative tax ด้วย โดยผู้ที่จะได้ภาษีคืนจะต้องมาลงทะเบียนและรับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
ผลดีของ Negative tax ประการแรกคือ มีประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจสูง เพราะเม็ดเงินลงไปที่คนจนโดยตรง รวดเร็ว และยากที่จะคอร์รัปชันได้ เพราะมีขั้นตอนสั้น ประการต่อมาคือ เงินคืนภาษีจะครอบคลุมประชากรที่ทำงานได้เกือบทุกคน จึงช่วยกระจายรายได้ไปสู่คนจนได้ดียิ่งขึ้น และประการสุดท้ายคือ จูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ในการจัดสวัสดิการสังคมอื่นๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม Negative tax ยังมีข้อจำกัด เพราะไม่ดำเนินการได้ทันที และมีปัญหาการไม่ทราบรายได้ที่แท้จริงของแรงงานนอกระบบ รวมทั้งไม่ครอบคลุม คนที่ไม่มีงานทำ เพราะช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจต้องช่วยเหลือด้วยมาตรการสังคมสงเคราะห์อื่น ๆ
โดยสรุปแล้ว ทั้งมาตรการลดภาษีให้แก่ชนชั้นกลางและมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่รากหญ้านั้น ถือได้ว่าสอบผ่าน แต่ยังไม่ดีเลิศ ผมจึงขอเสนอว่าในระยะสั้น อย่างน้อยรัฐบาลควรดำเนินการตามมาตรการที่ได้ประกาศไว้แล้วก่อน แล้วในระยะกลาง รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้และวิธีการดำเนินการของระบบภาษีแบบ Negative tax อันน่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งการกระจายรายได้ที่ดีกว่า
โพสต์ทูเดย์ 20 มี.ค. 51