ด้วยเหตุที่มีการศึกษาวิจัยใหม่เพิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าการดื่มน้ำชาน่ะมีประโยชน์นานา

                                                    Tea time (เวลาน้ำชา)

ออฟฟิศหรือที่ทำงานเราน่าจะเปลี่ยนจากการพักดื่ม กาแฟหรื่อคอฟฟี่เบรกมาเป็นพักดื่มน้ำชาหรือทีเบรกบ้างน่าจะดี ไม่ใช่เพราะว่าเหล่าคนดังที่เป็นคอชา  จะมีตั้งกะสมเด็จควีนอลิชา เบธที่2แห่งอังกฤษ เฟอร์กี้อดีตพระสุนิสาดารานักร้องอย่างสติง ไปจนฮอลลีวู้ดชน อาทิ เจนนิเฟอร์ โลเปช, วิล สมิธ, หรือแม้แต่สาวซ่าอย่าง ลินด์เชย์ โลฮาน

(เวลาเธอสติดีไม่พี้ยาไม่เมาเหล้าก็จะดื่มน้ำชาเหมือนกัน) แต่เป็นด้วยเหตุที่มีการศึกษาวิจัยใหม่เพิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าการดื่มน้ำชาน่ะมีประโยชน์นานา เริ่มที่มหาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษเมือหลวงของคอน้ำชา มีการศึกษาพบว่าหญิงชราที่ดื่มชาเป็นประจำจะมีระดับอาการเสื่อมของกระดูกน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ขณะที่มหาวิทยาลัยแพทย์ ERASMUSในเมืองรอตเตอร์ดัม ที่เนเธอร์แลน์ซึ่งได้ศึกษาประชากร 3, 454 ตัวอย่าง พบว่าการดื่มชาเป็นประจำช่วยป้องกันเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้

            หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า ดูเหมือนว่าสิ่งที่ชาทำก็คือช่วยรักษาความยืดหยุ่นของหลอดเลือด แล้วก็ทำให้เลือดลดความเข้มเหนียวลงได้เล็กน้อย ซึ่งทำให้การไหลเวียนในหัวใจเป็นไปโดยสะดวก

  นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาอื่นๆ พบว่า การดื่มชาช่วยให้น้ำหนักลด ซึ่งนักโภชนาการชี้ว่าคงเป็นเพราะน้ำชาไปช่วยเร่งอัตราการเผ่าผลาญของร่างกาย หรื่อไม่ก็ไปพัฒนาปฏิบัติการของอินซูลินให้เผ่าผลาญน้ำตาลได้ดีขึ้น

ยิ่งถ้าดื่มน้ำชาโดยไม่ต้องใส่น้ำตาลและนม ก็แทบจะไม่ได้รับพลังงานเพิ่งขึ้นสักกิโลจูลส์เดียว

                ยังไม่หมด ยังมีการศึกษาพบว่า การดื่มชาช่วยเพิ่งความตื่นตัวได้ โดยที่ในน้ำชามีกรดอะมิโนและสาร

L-theanine ที่ทำให้คนเราตื่นตัวข้นแต่ก็ยังคงความรู้สึกผ่อนคลายด้วย และเมื่อตรวจเช็คปริมาณคาเฟอีนตามธรรมชาติในน้ำชาแล้ว พบว่ามีอยู่เพียง 1ใน3ไปถึงครึ่งหนึ่งของคาเฟอีนในกาแฟปริมาณเท่ากัน

  ผลก็คือ การดื่มน้ำชาทำให้คนเราตื่นตัวขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าหัวใจ ถูกบีบหรื่อกระตุกอย่างการดื่มกาแฟ แถมยังพบว่าในน้ำชามี สารแอนตี้อออกซิแดนต์ ไม่น้อยหน้าผักและผลไม้อีกด้วย

               แคทเธอร์ แช็กเซลบี นักโภชนาการชาวออสซี่ กล่าวว่าเราสามารถตรวจวัดสารแอนตี้ ออกซี่แดนต์ ในเลือดได้ภายใน 20นาที หลังการดื่มชา อีกอย่าง คนส่วนใหญ่คิดว่าชาเขียนเท่านั้นที่มีประโยชน์ ส่วนชาดำหรือชาทั่วๆไปไม่มี แต่นั่นไม่จริง

  สารแอนตี้ ออกซี่แดนต์ มีอยู่ทั้งในชาเขียว และชาดำ เพียงแต่อยู่ในรูปของสารเคมีที่แต่ต่างกัน ชาเขียวมีแอนตี้ออกซิแดนต์ แบบพื้นฐาน ส่วนแอนตี้ออกซี่แดนต์ในชาดำอยู่ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า

 เพื่อให้การชงชาและดื่มชา ได้ประโยชน์เต็มที่ เกจิชา จึ่งให้ข้อแนะนำ เกี่ยวกับการชงและดื่มชาดังไว้นี้

-          ความแต่ต่างระหว่างการชงชาใบถุงสำเร็จรูปมีว่า ให้ทิ้งชาใบแช่อยู่ในน้ำร้องนานกว่าชาถุง ทั่งนี้ เพราะชาถุงเป็นผงละเอียดที่สามารถละลายน้ำได้ภายใน30วินาทีเท่านั้น

-          เนื่องจากชาอาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็กได้ จึงควรดื่มชาระหว่างมื้ออาหาร หรืออย่างน้อย ก็ดื่มหลังจากกินอาหารไปแล้ว ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง

-          ถ้าชงชาใสกา ควรใช้กาขนาดที่เหมาะกับจำนวนถ้วยที่จะรินดื่ม กาน้ำชาที่ดีควรมีทรงกลมป่องออกตรงกลางซึ่งจะช่วยให้ใบชาหมุนเวียนได้ดี ขณะที่เทน้ำร้องลงไป และควรมีพวยกาที่รินได้สะดวกตลอดจนมีฝาที่ปิดสนิทดีไม่กระดกเผยอให้ไอน้ำร้องๆลวกมือเอา

-          ไม่ควรใช้น้ำเดือดชงชาเขียวแต่ใช้น้ำที่มีอุณหภูมิ 80 c ซึ่งทำได้ง่ายๆ โดยเทน้ำเดือดลงในกาน้ำชา80%จากนั้นเทน้ำเย็นลงไปอีก20% แล้วจึงใส่ใบชาเขียวลงไปเพื่อเลี่ยงมิให้น้ำชานั้นมีรสขมหรือฝาดเผื่อน

-          ควรทิ้งใบชาไว้ในน้ำร้องราว 4 นาที เพื่อให้สารในใบชาละลายออกมาได้เต็มที่

-          ถ้าเป็นชาสมุนไพรต่างๆ ควรชงด้วยกาน้ำชาที่เป็นเครื่องแก้ว

            *** อย่างนี้ผมต้องขอกล่าวคำว่า Happy Tea Time นะครับ..!