นับเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นกัน ในที่ๆไม่มีภูเขาไฟ ทำให้คนอยากมาดูกัน เพื่อเป็นการศึกษาธรรมชาติไปด้วย..

ากตำนานของชาวฮาวายที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า ลาวานั้น คือ มาดามเปเล เป็น เทพธิดาแห่งภูเขาไฟ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแผ่นดินใหม่ที่ขยายให้เกาะใหญ่ขึ้น ขณะที่ลาวาไหลลงสู่ทะเลเร็วๆนี้ คนฮาวายก็เปรียบเสมือนว่าเธอได้เดินทางไปปะทะเจอกับพี่สาว(Na-maka-okaha'i) ซึ่งเป็น เทพธิดาแห่งทะเล

 ขณะนี้ลาวา-มาดามเปเล เธอก็ยังเดินทางค่อยๆไหลลงสู่ทะเล  ซึ่งลาวามาจากภูเขาไฟ Kilauea ซึ่งขณะนี้ได้ไหลห่างจากถนนที่คนใช้สัญจรในบริเวณ Kalapana กับ Volcano National Park เพียง 200 yards โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด โดยเส้นทางที่ไหลทับลาวาเดิมเพื่อลงสู่ทะเล เนื่องจากนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางไปชมลาวาที่กำลังไหลลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก  เมื่อถนนเริ่มเปิดให้บริการ ทำให้ทางรัฐ ต้องเตรียมการต่างๆ ทั้งเส้นทาง ความปลอดภัย เอกสารแจก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก

 

จากตัวเมืองเดินทางไป Kalapana เพื่อดูลาวาไหลนั้นใช้เวลาประมาณ 45 นาที ลาวาที่ไหลนั้น ได้ผ่านบ้านของหลายๆคนที่ต้องอพยพออกจากแถบนั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งมีบ้าน 2 หลังที่สวยงามมากอยู่ในเส้นทางการไหลของลาวา ก็ต้องสูญเสียบ้านไป ซึ่งครั้งแรกเมื่อปี 1983 และอีกหลังเมื่องสัปดาห์ที่ผ่านมา

เอกสารความรู้เป็นคารด์แนะนำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมลาวา 

โดยคาดกันว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆมาชมถึงประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คน ซึ่งเริ่มให้คนเดินทางไปดูได้วันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา โดยจากจุดที่ตั้งด่านให้นักท่องเที่ยวเข้าไปประมาณ 3.5 ไมล์ โดยมีรถตำรวจ รักษาความปลอดภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่มาแนะนำเป็นระยะๆ โดยเฉลี่ยในวันแรกๆ ที่เปิดมีคนเดินทางมาดูประมาณ 1,300 คนต่อชั่วโมง โดยวันหนึ่งประมาณ 7,000 ถึง 9,000 คน เนื่องจากเปิดให้ชมเพียง 8 ชั่วโมง คือ บ่ายสองโมงถึงสี่ทุ่มทุกวันโดยไม่ต้องเสียค่าชมแต่อย่างใด เพื่อดูแลความสะดวก และปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

 

กว่าจะได้เห็นลาวาแดงเพลิง ต้องเดินบนพื้นลาวาที่ไม่สม่ำเสมอตั้งครึ่งไมล์ มืดตึ้ดตื๋อ ต้องใช้ไฟฉายช่วยตลอด โชคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ทำรอยประสีเหลืองสะท้อนแสงบนลาวาเก่า เป็นระยะ พร้อมไม้กั้นเป็นแนว ตลอดทางให้เรารู้ว่าไม่หลงทาง มีนักท่องเที่ยวจากรัฐอื่นมาแบบไม่มีไฟฉาย มาเดินตามติดเราแจพร้อมบอกว่าขออาศัยแสงไฟจากเราด้วยนะ พอไปถึงสุดทางก็ได้เห็นลาวาสีแดงเพลิงไหลลงสู่ทะเลเหมือนน้ำตกแต่เป็นสีแดง มีควันไฟพุยพุ่งสวยงามและมีมนต์ขลังจริงๆ เรานั่งดู ถ่ายรูปไปจนฝนเริ่มตกปรอยๆ ถึงเวลากลับแล้ว

นับเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นกันในที่ๆไม่มีภูเขาไฟ ทำให้คนที่มาเที่ยวฮาวายอยากมาดูกัน และเป็นการศึกษาธรรมชาติไปในตัว  ทำให้นึกถึงที่ซูซานอยากให้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับไปดูลาวา

เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว  ครั้งนั้นถือว่าเป็นโชคดี ที่ได้มีโอกาสได้ติดตามเจ้าหน้าที่อุทยาน แห่งชาติภูเขาไฟ ซึ่งใจดีมากชื่อแดน อาสาพาไปดูกับเพื่อนอีกคน  สองสาวไม่รู้เรื่องก็จะลากรองเท้าแตะไป  จำได้ว่าแดนหัวเราะและบอกว่าให้ไปหาเปลี่ยนที่บ้านเค๊า ใส่รองเท้ากีฬาของเค๊าแทน และโชคดีสองชั้นไม่ต้องใช้ไฟฉาย เพราะพระจันทร์เต็มดวง ที่นี่แปลกเวลาพระจันทร์เต็มดวง จะสว่างมากเหมือนมีใครส่องสปอร์ตไลท์  เลยได้ไปปิกนิกกับแดน โดยแดนเตรียมกระติกน้ำแข็ง ใส่น้ำแช่เย็นเพราะกลัวเราขาดน้ำ คือเราไม่รู้เรื่อง ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ จะไปอย่างเดียว จำได้ติดตาว่าเดินตามแดนไปบนลาวา ทั้งเก่าและใหม่มีไฟแดงๆเหมือนถ่านที่กำลังระอุ แถมพอไปถึงจุดที่ใกล้มากๆ จะเห็นลาวาไหลเป็นเส้นดูเหนียวนุ่มน่าจับ แดงส้มบางช่วงมีไฟติดด้วย เคยได้ยินว่ามีศิลปินคนหนึ่ง ไม่รู้ใช้วัสดุอะไรเป็นถุงมือ จับลาวาเส้นแดงๆ นุ่มมาปั้นเป็นผลงานศิลป์ ช่างคิดไปได้ จำได้ว่าผลัดกันถ่ายกล้องจนฟิลม์หมด ชัดบ้างเบลอบ้างก็ไม่ว่ากัน

ทำให้กลับมาคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์มากมายบุกรุก มายึดเป็นที่อาศัย ไม่สามารถกลับไปให้เราไ้่ด้เห็นใกล้ชิดหรือ มีโอกาสเหมือนเมื่อก่อน ที่ไม่มีคนมากมายเช่นนี้...เคยไ้้ด้ตื่นเต้นดีใจเห็นปลามากมายตัวเท่าแขนมาแหวกว่ายรอบๆขา ในน้ำทะเลที่ตื้นๆแค่เข่าเมื่อสิบปีก่อน ก็ไม่มีอีกแล้วในปัจจุบัน กลับไปอีกทีปลาหายหมด เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ...