ผมมีตัวอย่างวิธีสอนแบบไม่สอน ที่ได้ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมต้น, นิสิตปริญญาตรี และนิสิตปริญญาโท มาเล่าเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านทั้งหลายครับ...วิธีการของผม ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่สังเกตว่า ผู้เรียนมีความสุขกับกิจกรรมที่ออกแบบให้ทำ แบบผู้เรียนมีส่วนร่วมครับ..
เริ่มกระบวนการ เป็นการแนะนำตัวผู้สอนสั้นๆ ครับ เพื่อเริ่มบรรยากาศของความเป็นกันเอง
- ต่อมาเป็นการเปิดเพลง ที่ทำให้มีกิจกรรมร่วมกัน เพลงที่จะเปิดมีหลายเพลงครับ..แต่ที่ง่ายๆ หน่อยเป็นเพลงปฐมวัน..เพลงธิเบต..กิจกรรมเป็นการนวดให้กันและกันเพื่อผ่อนคลาย..ช่วงนี้ทำให้เกิดการ Relax ได้ดีทีเดียว..จังหวะดนตรียังทำให้ระลึกถึงความเป็นเด็กได้ดี เป็นกิจกรรมเริ่มต้นของการลดอายุผู้เรียน...หากมีเวลาก็มีเพลงอื่นๆ แทรกเข้าไปพร้อมท่าทางประกอบเพลง เช่น เพลง "ดั่งดอกไม้บาน" ขณะที่ผู้เรียนทำท่าทางประกอบเพลงตามผู้สอน ขณะนั้นการฝึกสมาธิจิตก็เริ่มเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน...
- กิจกรรมต่อมาเป็นการฉายหนังให้ดู อาจเรียกว่า "Movies Analysis" ก็ได้ โดยที่มีการตั้งโจทย์ให้ก่อน..เช่น Key Success Factor ของเรื่องคืออะไร..เป็นการวิเคราะห์หนังร่วมกันเป็นทีม มีผู้นำผู้ตามเกิดขึ้นในกลุ่มโดยธรรมชาติ (ใช้วิธีการแบ่งกลุ่มแบบคละหรือ Random) โดยมีโจทย์อื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อกระตุ้นการแสดงออก เช่น การตั้งชื่อทีม, การออกแบบท่าเต้นประจำกลุ่ม, การออกแบบเพลงประจำกลุ่ม....กิจกรรมตอนนี้ ท่านที่เป็นนักวิชาการหลายท่าน อาจมองว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" แต่ท่านอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญบอกว่า เราต้องทำเรื่อง nonsense ให้ make sense...ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ผู้เรียนจะทำตามที่ผู้สอนออกแบบกระบวนการมา เพราะผู้สอนต้องเป็น Leadership...ตามธรรมชาติอยู่แล้ว..แต่ในที่นี้ผมขอบอกว่า "ผู้สอน" เป็นคุณอำนวย..
- หนังที่เลือกมาฉาย ต้องเลือกตามวัตถุประสงค์ของการเรียน-การสอน...อย่างเช่นเรื่อง ครูสมพรสอนลิง (แต่ความจริงสอนคน) เสียงกู่จากครูใหญ่ (จุดประกายนักพัฒนา) เป็นต้น หรืออาจเป็นหนังที่เราตัดตอนมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง (ถ้าเป็นการเรียนการสอนทางด้านธุรกิจ หรือรัฐศาสตร์ อาจนำหนังเรื่องสามก๊กมาประยุกต์ใช้)
- การใช้หนังสอนคน..แทนตัวผู้สอน..นี่เป็นตัวอย่างของ "การสอนแบบไม่สอน" คือ ผู้สอนไม่สอน แต่ให้หนังสอนแทน...เป็นการประยุกต์ใช้สื่อ..ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านบอกว่า..วิธีนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว
- ในกระบวนการกลุ่ม เราตั้งโจทย์ให้ Brainstrom กัน แต่ไม่ให้ใช้ตัวอักษรมากนัก ให้ใช้ภาพเป็นสื่อ (วาดภาพในกระดาษชานอ้อยหรือกระดาษโรตี)..แล้วให้อธิบายสื่อของแต่ละกลุ่ม โดยการ Present หน้าห้องเรียน...หลังจากนั้นผู้สอนก็จะไปสรุปเนื้อหา (ทำ Reflection กระจกเงาสะท้อนภาพของผู้เรียน)
- สังเกตในกลุ่ม จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เกิดผู้นำ-ผู้ตามโดยธรรมชาติ เป็นการเรียนจากภายในสู่ภายนอก ผลพลอยได้คือ บางคนค้นพบ Hiden talent ของตนเองด้วยวิธีการเหล่านี้ (อาจไม่ได้ทำเพียงครั้งเดียว)
- เวลาที่ใช้ในกลุ่ม ๒๐-๔๐ คน ประมาณ ๑.๓๐-๒ ชั่วโมง จะดีมาก...พอผู้เรียนสนุกแล้ว เราก็แทรกเนื้อหาหลักๆ ที่ต้องการให้ได้เรียนรู้ (และคิดวิเคราะห์) สัก ๒๐ นาที...
- สังเกตว่า...ผู้เรียนทุกกลุ่มเมื่อผ่านกระบวนการนี้แล้ว..เขา (เธอ) จะรู้สึกว่ามีความสุขกับการเรียน(แบบไม่สอน) ขึ้นมาทันที..และหากมีชั่วโมงถัดไป ผู้เรียนจะตื่นเต้นว่าจะมีเทคนิกอะไรมาให้ใหม่อีก..ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุขและแทบไม่พบผู้ที่ขาดเรียนเลย (ทั้งๆ ที่ไม่ได้เช็คชื่อ..แต่ซ่อนวิธีเช็คชื่อไว้ในกิจกรรมแต่ละครั้งแล้ว)
ความจริงยังมีกิจกรรมต่อจากนี้อีก..หากเป็นการเรียนการสอนที่ต่อเนื่อง..แต่หากว่ามีเวลาจำกัดเพียง ๒-๓ ชั่วโมง กิจกรรมเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะเกิดการพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดการ Change วิธีคิด หรือ Paradigm ได้ (ในเรื่องการสอนและวิธีสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง) ประมาณ ๒๐ เปอร์เซนต์ ของกลุ่ม (แต่ที่เกินคาดคือ จากการประเมินของผมเองพบว่าได้ผลถึง ๔๐-๕๐ เปอร์เซนต์ ทีเดียว)
วิธีการสอนแบบนี้ (ใช้ใจนำ ความรู้ตาม) สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกรายวิชา..ครับ หากท่านใดมีประสบการณ์การสอนแบบไม่สอนแบบนี้ ก็เชิญแวะเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะครับ..
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ ขออนุญาต ลปรร ด้วยครับ
ผมมีประสบการณ์ในการสอนแบบไม่สอน นักเรียนชั้นประถมศึกษาครับ
ผมเข้าไปสอนคณิตศาสตร์ชั้น ป. 6 สอนเรื่องสมการครับ
ผมบอกให้นักเรียบนทุกคนลองพิจารณาตัวอย่างและคำอธิบายในหนังสือดู ถ้าเข้าใจแล้ว ให้ทำข้อ 1 มาส่ง 1 ข้อก่อน ใครทำไม่ได้ หรือ ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร ครูจะอธิบายให้
หลังจากนั้นก็มีนักเรียนทยอยมาส่งครับ พอข้อ 1 ถูก เขาขอกลับไปทำข้อ 2 มาส่งอีก จนหมดแบบฝึกหัดนั่นแหละครับ
สำหรับคนที่เรียนช้า ผมเดินเข้าไปหารายบุคคล ถามว่าทำได้ไหม สงสัยตรงใหน ผมก็ชี้ประเด็นที่เขาไม่เข้าใจ จนเข้าใจและทำได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสอนแบบไม่สอนสำหรับเด็กประถมตามที่ผมสอน มีดังนี้ครับ
1. บรรยากาศแห่งความไว้วางใจ สำคัญที่สุดครับ คือ ผมจะไม่ดุ ไม่ตำหนิเด็ก ถ้าเด็กทำผิด แต่จะบอกว่าเธอทำมาเกือบถูกแล้ว แต่ผิดพลาดตรงนี้นิดหน่อย และให้กลับไปทำใม่ โดยไม่เขียนเครื่องหมายกากกบาทครับ (สมุดงานของเด็กที่ผมสอน จะไม่มีเครื่องหมายผิดเลยครับ คือ ให้แก้จนกว่าถูก) ถ้าเด็กทำไม่ได้ ผมก็จะถามเขายิ้มๆว่ามีอะไรให้ครูช่วยบ้าง เขาก็จะพูดออกมาครับ
2. การเสริมแรง สำหรับเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญครับ เราเสริมแรงง่ายๆ เพียงแค่พยักหน้า ชมเบาๆว่าเก่ง ยิ้มให้เด็ก แค่นี้ เด็กก็ชอบใจและพอใจในการเรียนแล้วครับ ทำมาถูกแล้วเราชม ก็ยิ่งอยากทำข้อต่อไปให้เราชมอีกครับ
3.การสอนแบบไม่สอน ใช้ได้สำหรับเรื่องง่ายๆไม่สลับซับซ้อนที่เด็กพอจะเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ถ้าเรื่องยากๆ ก็ยังคงต้องสอนอยู่
ขอบคุณครับ
ในฐานะที่หนูเคยเป็นนักเรียนประถมฯมา หนูคิดว่าเป็นวิธีการสอนที่ดีมากเลยค่ะ...แต่หนูว่าในบางวิชาอาจจะต้องมีการปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เข้ากับวิชานั้นๆด้วยค่ะ
เรียนท่าน BeeMan มาชื่นชมครับ เช้านี้ได้สอนฅนอีกครั้ง ไม่ได้สอนหนังสือ นำ Patch Adam มาให้เรียนรู้ (บางตอน) เพื่อสะท้อนคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งอีกหลายๆเรื่อง มีกิจกรรม Before Learning Review และAfter Learning Review แถมด้วย Passion Plan เท่าที่ทำมาหลายๆปี เด็กนักศึกษา OK อ้อปีนี้มีฝึก "สติ" ก่อนด้วยครับ
เป็นวิธีการง่ายๆ แต่ Classic ครับ ท่านอาจารย์ Small manผมมองเห็นกลวิธีการสอนหลายอย่างครับ เช่น
ท่านนักศึกษาฝึกงาน
เรียนท่านอาจารย์ JJ
อาจารย์ beeman ที่คณะมี Patch Adam ค่ะ
ถ้าสนใจขอยืมไปดูได้ค่ะ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางคณะ
ใช้สอนนิสิตทันตะ เรื่องการส่งเสริมสุขภาพค่ะ
เรียน อ.beeman สะดวกเข้ามารับวันไหน
โทรหา ninko ได้เลยค่ะ 089-7777489
เป็นของสาขาวิชาเองค่ะ