แก่นหลักของวิชาปรัชญาคือ การเข้าใจโลก รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก เพื่อที่จะมีชีวิตกับความจริง ความสงบ และความสุข

            คุณ James Simon แห่งมหาวิทยาลัย Durham สหราชอาณาจักร ซึ่งจบด้าน Ecology และสอนด้านปรัชญา ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Ethics) ที่เขาสนใจ โดยเฉพาะความสนใจที่มีต่อพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม ลงลึกคือพุทธศาสนานิกายเซน เรื่องเล่านี้เล่าในบ่ายวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลน่าน มีคุณหมอชาตรี เจริญศิริ และคุณหมอบุญยงค์ วงศ์รักมิตร กรุณาแปลความเป็นภาษาไทย มีเรื่องราวน่าสนใจมาเล่าต่อกัน เขาได้พูดถึง.....

            พุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมมีความใกล้กันมาก เป็นศาสนาที่เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมมาก แก่นหลักของวิชาปรัชญาคือ การเข้าใจโลก รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก เพื่อที่จะมีชีวิตกับความจริง ความสงบ และความสุข

            พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอิทัปปจัยตาปฎิจจสมุปบาท เรื่องของเหตุและปัจจัย เพราะมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ โลกมีกระบวนการหลายอย่าง มีการเข้า-ออก เป็นอนิจจัง

            พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับมนุษย์ การบรรลุนิพพานไม่จำเป็นต้องมีวัตถุหรือความร่ำรวย ปุถุชนสามารถเข้าถึงนิพพานได้ หากเลือกวิธีการมีชีวิตอยู่และปฏิบัติที่ดี

            พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในห้วงเวลาที่ใกล้เคียงกับนักปรัชญาชาวกรีกที่ได้ค้นพบข้อธรรม ไม่ว่าจะเป็นเพลโต โสเครติส ซึ่งบุคคลเหล่านั้นล้วนศึกษาปรัชญาเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง หล่อหลอมตนเอง และที่สำคัญเขามีพื้นฐานของบุคลิกลักษณะที่ดี คือความมีเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา

            พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับคุณภาพของคุณธรรม นั่นคือการหมั่นพิจารณาตนเองอยู่เนืองนิตย์ เราสอนบุคคลเยี่ยงใด เราก็ปฏิบัติต่อธรรมชาติเยี่ยงนั้น

            นักปรัชญาต่างถกเถียงกันว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องป่าไว้หรือไม่ เป็นจริงหรือไม่ เลื่อนลอยหรือไม่ นี่คือข้อถกเถียงของนักปรัชญาว่า ความกรุณาต่อคนก็ยากแล้ว แต่ต้องมากรุณาต่อทุกชีวิตยิ่งยากใหญ่ บางคนก็บอกว่าความกรุณามีแล้วก็อาจหมดไปได้ แต่ก็มีคำตอบคือความกรุณาไม่ใช่สิ่งของ ชั่งตวงวัดไม่ได้ จับต้องไม่ได้ ยิ่งมีมากใช้มากยิ่งมีพลังมาก ยิ่งเพิ่มพูน พุทธศาสนาจึงเน้นเรื่องการพัฒนาตนเอง และการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์

            นักปรัชญายังถกกันต่อว่าแล้วสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือต้นไม้ล่ะ จะได้รับความกรุณาด้วยไหม ?

            ทางศาสนานับต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตด้วย แต่ถ้าอ้างตามธรรมบาลีแล้วต้นไม้ไม่มีชีวิตความรู้สึก แต่พระธรรมวินัยพระตัดต้นไม้ไม่ได้  ผิดวินัย แต่ถ้าพิจารณาให้ลึก ต้นไม้ก็ให้ที่อยู่อาศัยให้อาหารแก่สิ่งมีชีวิต ถ้ากรุณาต่อสิ่งมีชีวิตก็ต้องไม่ตัดต้นไม้

            แล้วต้นไม้ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ล่ะ อ้างตามหลักธรรมผิดไหม ?

            ถ้าเรามีความกรุณามาก ก็จะไม่เบียดเบียนทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต พุทธศาสนิกชนที่ดีก็จะกรุณาต่อทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ปฏิบัติต่อคน สัตว์ สิ่งขอด้วยความเคารพ พุทธศาสนาสอนการพัฒนาตนเอง ให้มี ความกรุณา นี่คือข้อธรรมข้อที่หนึ่ง

            ข้อธรรมข้อที่สองคือ ความอ่อนโยน เป็นการอ่อนโยนต่อสรรพสิ่งทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต มีความเคารพต่อกัน

            ข้อธรรมข้อที่สามคือ อนัตตา ความไม่มีตัวตนในสิ่งนั้น ความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่หัวหรือมันสมอง หากแต่อยู่ที่ใจ ไม่ได้ขึ้นกับความฉลาดอย่างเดียว ไม่สามารถตัดสินด้วยการใช้ปัญญาขบคิดอย่างเดียว หากแต่เป็นการเห็นปัญญาเกิดขึ้นภายใน (Insight) ผ่านการปฏิบัติหรือวิปัสสนา ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตน

มนุษย์ที่ปราศจากการยึดมั่นในตัวตน จะไม่มีความเห็นแก่ตัว มีความถ่อมตน และปฏิบัติต่อคนอื่น ปฏิบัติต่อโลกอย่างมีความกรุณาและอ่อนโยน จะไม่มองเห็นทุกอย่างเป็นทรัพยากรที่จะนำมาถลุงใช้ แต่จะมองสิ่งนั้นจริงในคุณค่าและความงามของชีวิต

ข้อธรรมข้อที่สี่ คือ การมีสติอยู่กับตัว เป็นการรู้เนื้อรู้ตัวในอารมณ์ สติเป็นคุณธรรมหลักของพุทธศาสนา ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อความห่วงหาอาทรคนอื่นด้วย อันจะส่งผลต่อเราในการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เราทุกคนรู้ว่าสิ่งแวดล้อมมีปัญหา เรามีความห่วงใยต่อปัญหา แต่เรากลับไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมชั่วขณะ ไม่มีสติในทุกขณะของการใช้ชีวิต เราทำลายสิ่งแวดล้อมไปโดยไม่รู้ตัว หัวใจของพุทธศาสนา ฝึกการมีสติ มิใช่เพียงอ้างว่ามีสติเท่านั้น

นักปรัชญายังถกเถียงกันว่า พุทธศาสนาเกื้อกูลสิ่งแวดล้อมจริงไหม ?

พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ การพัฒนาตนเอง เป็นการพัฒนาจากภายใน ด้วยข้อธรรมทั้งสี่ คือ กรุณา อ่อนโยน ความไม่มีตัวตน และการมีสติ ย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

ข้อคำถาม คือ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างไรในสังคมไทย ?

ข้อเสนอ ในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม อย่าไปคิดยุทธศาสตร์นโยบายใหญ่ๆ แต่ให้เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่มีความทุกข์ จากระดับที่ทำได้จริง คือระดับรากหญ้า คนข้างนอกช่วยสร้างปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีคุณธรรมได้ แต่ไม่สามารถสร้างคุณธรรมให้ได้ คุณธรรมจึงเกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นการผุดเกิดจากภายใน เรียกว่าคุณธรรมเกิดจากการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติธรรมนั่นเอง