ไปทำแท้งที่เชียงรายและรามาธิบดี
เมื่อวันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางรอนแรมไปยังต่างจังหวัด เพื่อวัตถุประสงค์เรื่องเดียวก็คือ ไปเป็นวิทยากรเรื่องการดูแลสตรีแท้งบุตร หรือเรียกกันตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมก็คือ พูดเรื่องทำแท้ง
ผมเริ่มมาเป็นวิทยากรประจำงานนี้ตั้งแต่เมื่อปลายปี 2549 โดยรับหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการดูแลสตรีที่มีปัญหาท้องเมื่อไม่พร้อม แท้งที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเปิดโอกาสให้หมอจากที่ต่างๆได้มานั่งคุยกัน อาศัยประสบการณ์ที่เป็นอาจารย์ที่อยู่ในระบบการเรียนการสอนแบบ problem-based learning หรือ PBL จึงทำให้สามารถกระตุ้นการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ร่วมประชุมได้ระดับหนึ่ง
เนื้อหาการประชุมหลักๆก็ไม่ค่อยแตกต่างจากครั้งก่อนๆเลยครับ เพียงแต่ว่าคราวนี้ผมได้ข้อคิดเด็ดๆจากวิทยากรท่านอื่นเพิ่มมากขึ้นอีก เรียกว่า ไปทุกครั้งก็ได้กลับมาทุกครั้ง เช่น
อ.กฤตยาเล่าถึงประสบการณ์การออกทำงานวิจัยภาคสนามที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ท่านได้เอาคำพูดของแม่บ้านมาเล่าให้ฟังในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกาย “คนที่นี่เขาคิดว่า เมียต้องเป็นโสเภณีให้ผัว” “ผู้หญิงที่นี่เขากินวิตามินกันทุกคืน Entonkarurup รู้จักไหม” เล่นเอาคนในห้องงงเต๊ก ผมเป็นคนแรกๆที่ฮาลั่น
อ.ประมวล อดีตเลขาธิการแพทยสภาได้เล่าเรื่องประสบการณ์ในอดีตที่ท่านเคยปฏิเสธการทำแท้งให้ผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วท่านมาอ่านข่าวพบว่า เธอไปกระโดดน้ำตาย และท่านยังบอกอีกว่า คงมีคนเป็นแบบนี้อีกหลายคนในชีวิตการทำงานของท่าน งานแก้ไขปัญหาเรื่องการแท้งไม่ปลอดภัยที่ท่านพยายามทำมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะ “ไถ่บาป” ท่านยังได้ยกประเด็นตัวอย่างถามเราเรื่องหนึ่ง ท่านบอกว่า ในบ้านหลังหนึ่งมีตู้เย็นที่ใส่ตัวอ่อนมนุษย์ที่เกิดจากการผสมเทียม และมีเด็กเล็กๆอีกคนหนึ่งนอนอยู่ เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ขึ้นมา ท่านถามเราว่า เราควรจะวิ่งเข้าไปแบกตู้เย็นออกมา หรืออุ้มเด็กเล็กๆคนนั้นออกมา การทำแท้งก็คงเป็นเช่นนั้นเอง
การประชุมครั้งนี้ เขาให้ผมพูดเรื่องประสบการณ์ชีวิตของผมเรื่องงานทำแท้งให้ผู้ร่วมประชุมฟัง จุดเด่นที่เขาอยากให้ผมสื่อสารไปก็คือ ทำไมผมจึงเปลี่ยนใจจากคนที่ไม่ยอมทำแท้ง มาเป็นผู้ให้บริการ(ในโรงเรียนแพทย์) ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองครับ
ในช่วงบ่าย ท่านอาจารย์ประมวลชวนผมแว๊บออกจากที่ประชุม เพื่อไปกราบพระที่วัดพระแก้ว ผมไม่เคยเห็น เลยใจง่ายหลบออกไปเงียบๆ อาจารย์เล่าว่า พระแก้วมรกตท่านเคยประดิษฐานอยู่ในวัดนี้มาก่อน จนกระทั่งต้องเดินทางเรื่อยมาจนได้อยู่ที่พระบรมมหาราชวังจนปัจจุบัน องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่เชียงรายขณะนี้คือองค์ที่สร้างขึ้นมาทีหลัง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นพระแก้วมรกตใกล้ๆ ตื่นตาอย่างหามิได้เลยครับ
อาจารย์ประมวลท่านยังกรุณาบอกผมอีกว่า ให้ผมอธิษฐาน ขออะไรก็ได้ เชื่อว่าสิ่งที่ขอนั้นจะได้สมหวัง
ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่หรอกครับ แต่ก็ขอ ขอให้ลูกเมียมีสุขภาพแข็งแรง ขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และขอ.....ฮ่า ฮ่า อุบไว้ ไม่บอก
ผมอยู่ที่เชียงรายเพียง 2 วันก็กลับลงมากรุงเทพ เพราะต้องไปบรรยายที่รามาธิบดีในวันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ งานนี้คุณนงลักษณ์และอ.กำแหงจะมีการบรรยายสำหรับนักศึกษาแพทย์ปีที่ 5 ที่กำลังจะเป็น extern
เหล่าบรรดานักศึกษาแพทย์เขากำลังอยู่ในการเรียนในหลักสูตรเข้มข้นก่อนออกไปเป็น extern เรียกว่าอาจารย์ทุกภาควิชาจะต้องมาสอนรวบยอดว่างั้นเถอะ พอดีมีช่วงว่างราว 1 ชั่วโมงของทางสูติ อาจารย์กำแหงจึงได้ช่วงเวลานี้มา ผมเองรับมาครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะพูดเรื่องการทำแท้งในกรณีต่างๆ และอธิบายเรื่องข้อบังคับแพทยสภาฯในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำแท้งให้เขาฟัง ก็สไตล์ผมอีกนั่นแหละที่เหล่าบรรดาเด็กๆจะหลับไม่ลง เพราะลูกล่อลูกหลอกให้ตอบคำถามบ้าง หลอกบ้าง พาออกนอกเรื่องบ้าง คนสอนก็สนุกไปด้วยกัน น่าประทับใจครับ เพราะเขารู้เรื่องต่างๆที่ผมเล่ามาบ้างแล้ว ที่นี่เขาสอนมาดีครับ ชื่นชม ชื่นชม
เสร็จเที่ยงตรงก็ไปกินข้างเที่ยงกับเพื่อนเมีย (เอ๊ะ?!?) ที่ไม่ใช่เมียเพื่อน ไปกินที่สเต๊กลาว ตบท้ายด้วยไอศกรีมไฮโซที่ Esplanad (ขออภัยหากเขียนผิด) ขึ้นเครื่องบินกลับไปกอดเมียตัวเองและลูกที่บ้านให้หายคิดถึง คิดทึ๊งงงงงง คิดถึง
ปล. เรื่องที่ขอที่วัดพระแก้ว ได้จริงๆครับ ไม่น่าเชื่อ
วิตามินขนานที่หมอแป๊ะนำมาเล่านี่อึ้งไปห้าวิ จากนั้นก็กร๊าก หัวเราะแทบตกเก้าอี้ เข้าข่ายเหมือนภาษาญี่ปุ่น "Semakuteda" ทำนองนั้นเลยค่ะ ตีความซะตั้งนาน พูดยากนะคะเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม กับสิ่งที่ต้องทำ
ปล. มา Esplanade ทั้งทีไม่ได้ไปกินทาโกยากิเจ้าอร่อย น่าเสียดายนะคะ ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส ยุให้ลองค่ะ
คุณแจ๊ซน้อยครับ
ขอบคุณที่มาบอกแหล่งของกิน พฤหัสนี้จะเข้ากรุงเทพครับ บ้านน้องสาวอยู่แถวๆนั้น คงได้พาไปกินกันทั้งครอบครัว ลูกสาวคนโตชอบกินขนมครกญี่ปุ่นมากครับ
เก่งนะครับที่รู้ว่า ยาขนานนี้กินยังไง ฮา