เมื่อสัปดาห์ก่อน มีโอกาสเข้าไปอยู่ในวงสนทนาที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการสนทนาเพื่อ warm up ก่อนเริ่มสัมมนาของภาควิชา ซึ่งการสัมมนานี้จัดว่าเป็นงานที่เราต้องทำกันทุกปี เพื่อประเมินสิ่งที่ผ่านมาในปีการศึกษาที่แล้ว เพื่อจะเตรียมงานในปีการศึกษาต่อไป

           มีประเด็นน่าสนใจจากการพูดคุย ที่อาจารย์ท่านนึงได้เปิดไว้ได้น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ทุกวันนี้การที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือนักศึกษาในยามที่เขาเจอปัญหาในระหว่างเรียน ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นเรื่องการเรียน หรือเรื่องอื่นๆ การชี้แนะ อบรม สั่งสอน ให้คำปรึกษา และอะไรอีกมากมายที่เราได้กระทำนั้น “เป็นการกระทำไปด้วยความปรารถนาดี แต่ปราศจากความเข้าใจ หรือเปล่า????”

         คำถามนี้สะกิดใจตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เพราะ โลกของนักศึกษากับโลกของอาจารย์นั้นต่างกัน พิสูจน์ได้จากคำปรารภที่มักจะพบบ่อยๆจากอาจารย์ อาทิ “ทำไมนักศึกษาถึงทำอย่างนี้” “ทำไปได้ยังไง ทำไมช่างไม่รู้อะไรเสียเลย” “ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงเป็นอย่างนี้” และอื่นๆอีกมากมายที่สะท้อนให้เห็นว่า เราต่างอยู่บน โลกคนละใบ และเรากำลังเอากฎเกณฑ์ในโลกของเรา ไปตัดสินการกระทำในโลกของนักศึกษา

        ประเด็นที่ถูกตั้งขึ้นนี้ ทำให้ตัวเองนึกย้อนไปในปีการศึกษาที่ผ่านมา ที่นักศึกษาถูกตั้งคำถามจากอาจารย์เมื่อพวกเขาไม่เข้าห้องเรียน “ทำไมพวกเธอถึงไม่เข้าเรียน lecture” “พวกเธอคิดว่า การไม่เข้าเรียนนั้นเป็นการกระทำที่ผิดไม๊” คำถามเหล่านี้กระหน่ำถามนักศึกษา และเต็มไปด้วยความคาดหวังจากอาจารย์ว่าจะได้ฟังคำตอบที่น่าพอใจ คำตอบที่คนบนโลกเดียวกันกับอาจารย์เขาตอบกัน

        ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า คำตอบที่อาจารย์ได้รับกลับมากลับทำให้อาจารย์งงจนเป็นไก่ตาแตก หรือไม่ก็โกรธจนหน้าแดง ตัวสั่น เนื่องด้วยนักศึกษาคิดว่า “การไม่เข้าเรียนนั้นเนื่องด้วยเพราะเขามีเหตุที่ต้องทำอย่างอื่น (การเรียนหรือทำงานของวิชาอื่น) ที่เขาคิดว่าสำคัญกว่า” เขาคิดว่าการเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนเป็นสิทธิของเขา การไม่เข้าเรียนไม่ได้เป็นการกระทำผิด เพราะเขาสามารถสอบผ่านได้เมื่อมีการประเมินผล” (เหมือนจะบอกว่า อาจารย์มีหน้าที่สอนก็สอนไป หน้าที่เรียน เป็นของเขา อะไรทำนองนั้น) นี่แค่เป็นตัวอย่างที่ยกมาก่อนที่คนเป็นอาจารย์จะหัวใจวายไปเสียก่อน

        การเขียนบันทึกนี้ ไม่ได้ต้องการจะหาข้อสรุปว่า นักศึกษาหรืออาจารย์ใครถูกมากกว่ากัน แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า คำตอบของนักศึกษา สะท้อนให้เห็นการมองโลกของนักศึกษา ที่ต่างไปจากการมองโลกของอาจารย์ เมื่ออาจารย์ไม่เข้าใจประเด็นนี้ อาจารย์ก็จะแก้ปัญหาไปตามกรอบการมองโลกของอาจารย์ การแก้ปัญหาของอาจารย์คือ การลงโทษ ว่ากล่าว ตำหนิ มี Quiz ในชั่วโมงบรรยาย เช็คชื่อ และอีกหลากหลายวิธี ที่ทำไปเพราะความปรารถนาดี อยากให้นักศึกษาเข้าเรียน แต่ปราศจากความเข้าใจ

         บางทีเหตุผลในการให้นักศึกษามาเข้าเรียน ของอาจารย์ก็คือ เพื่อนักศึกษาจะได้มีความรู้ที่จะนำไปรักษาโรคให้คนไข้ หากไม่เข้าเรียน ก็จะไม่มีความรู้ อาจจะไม่ใช่เหตุผลเดียวในการ approach ต่อปรากฏการณ์นี้อีกต่อไปเพราะ หากการประเมินผลโดยการสอบ เป็นวิธีการเดียวที่อาจารย์ใช้ในการประเมินความรู้นักศึกษา เพราะฉะนั้น หากนักศึกษาสอบได้ โดยไม่เข้าเรียน ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะเขาได้พิสูจน์แล้วว่า ถึงไม่เข้าเรียน ฉันก็มีความรู้

        ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนักศึกษา การพูดคุยที่เปิดใจ ทำให้เรามองเห็นว่า โลกของเรา กับโลกของนักศึกษาต่างกัน ความตั้งใจที่จะโน้มน้าว ขอร้องให้เขาเข้าเรียน lecture เป็นอันต้องพับเก็บไป เพราะต้องยอมจำนนด้วยพบว่า วิชาบรรยายที่เราสอนๆกันอยู่ เป็นเนื้อหาที่แห้งแล้ง การสอนไม่มีพลังพอที่จะทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปรักษาคนไข้ เพราะมันถูกตีค่าแค่ทำให้เขาได้เลื่อนชั้นได้ ก็เท่านั้น

      การพูดคุยครั้งนั้นเลยต้องเปลี่ยน focus กันใหม่ การลองชี้ชวนให้นักศึกษาเข้าใจถึง ปรากฏการณ์ butterfly effect เรานั่งลงพูดคุยกันเพื่อทำความเข้าใจบทกลอนที่ว่า

เพียงผีเสื้อขยับปีก

โลกอีกซีกไหวสะท้อนอาจร้อนหนาว

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ทุกเรื่องราวเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน

            สิ่งนี้ เป็นความพยายามที่จะให้นักศึกษาได้เข้าใจว่า การกระทำใดๆก็ตาม ย่อมส่งผลต่อสรรพสิ่งในโลกนี้ การกระทำเล็กๆ อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ก็เป็นได้ ดังนั้น การเข้าเรียน lecture จึงไม่ได้มีความหมายแต่เพียงว่า การเข้าไปนั่งฟังความรู้ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้เท่านั้น หากยังเป็นการกระทำเล็กๆ ที่อาจเป็นการช่วยหล่อเลี้ยง “ความเป็นครู” ให้กับอาจารย์อีกด้วย การได้สื่อสารให้นักศึกษาเข้าใจแบบนี้ น่าจะเป็นการช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ และความสำคัญของตัวเองที่มีต่อผู้อื่น เพราะทุกวันนี้คนเรา เข้าใจว่าเราสามารถดำรงอยู่อย่างเป็นปัจเจกได้ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย

การเข้าถึงนักศึกษาอย่างเปิดใจ และการใช้หัวใจของความเป็นครู อย่างอ่อนน้อม

บางที อาจจะช่วยให้โลกของเรากับของนักศึกษา ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ก็เป็นได้