ผมยังกลับมานั่งไตร่ตรอง หรือ “เคี้ยวเอื้อง” ข้อมูลที่ผมได้มาจากการประชุมคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๓ ของ สสส. เมื่อวันที่ ๖ มี.ค. ๕๑ อ่านรายละเอียดได้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/169521
ผมรู้สึกว่า สสส. ใช้เงินไปมาก (ในมาตรฐานของผม) ในการสนับสนุน ๒ โครงการที่นำมาพิจารณาผลงานในวันนั้น สังคมไทยน่าจะได้รับประโยชน์จากการทำงานของ ๒ โครงการนั้น เพราะทั้ง ๒ โครงการ มีทั้งเรื่องราวของความสำเร็จ และความไม่ค่อยจะสำเร็จ เราน่าจะเอาใจใส่เรื่องราวของความสำเร็จเป็นพิเศษ และเอามาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างวิถีแห่งสุขภาวะในชุมชนไทย
เอาใหม่ ผมรู้สึกว่า ทั้ง สสส. และผู้ดำเนินการโครงการทั้ง ๒ ไม่เข้าใจ KM และไม่รู้จักวิธีเอา KM มาใช้ในการขยายผลการพัฒนา ขยายความสำเร็จของโครงการที่มีอยู่แล้ว เขาพูดถึง เขียนถึง KM ในความหมายที่ผิด คือมุ่งบันทึกความรู้ออกมาอวด ไม่ได้มุ่งใช้กระบวนการ ลปรร. เรื่องราวของความสำเร็จเล็กๆ เพื่อขยายความสำเร็จเล็กๆ ไปสู่ความสำเร็จที่ขยายพื้นที่ ขยายประเด็น คือเขาเขียนว่าจะทำ KM ในความหมายของการเขียนบันทึกความรู้ ไม่ใช่ความหมายของการสร้างและนำความรู้ไปใช้ให้กว้างขวางขึ้น เชื่อมโยงขึ้น ลึกซึ้งขึ้น
ผมไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของ สสส. เอาใจใส่เรื่องราวของความสำเร็จในโครงการ หัวหน้าโครงการก็ตอบกระอึกกระอักเมื่อถูกถามหาความสำเร็จ ผมจึงตีความว่าทั้งเจ้าหน้าที่ของ สสส. และผู้ดำเนินการโครงการไม่รู้จักใช้ KM เพื่อเอาไปใช้สร้างสุขภาวะในพื้นที่
แปลกที่ สสส. ให้เงินสนับสนุน สคส. เป็นเงินมากมาย เพื่อพัฒนาเครื่องมือ KM ขึ้นใช้ในสังคมไทย และเมื่อ สคส. จัดมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติหลายครั้ง ก็ไม่มีคนของ สสส. เอาใจใส่เข้าซึมซับเรียนรู้เครื่องมือนี้เอาไปใช้งานใน สสส.
มองอีกมุมหนึ่ง อาจสรุปได้ว่า ผมเองไม่เก่งในการสื่อสารให้เจ้าของทุน เข้าใจว่าผลงานที่เราใช้เงินของ สสส. ทำให้แก่ประเทศไทยคืออะไร มีคุณค่าอย่างไร
คิดอีกที ผมคิดว่า สสส. ทำงานใน granting mode เป็นหลัก ไม่ได้ทำงานใน learning mode ไม่มีโครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงานแบบ learning mode เพราะมัวหมกมุ่นกับการเป็น granting agency กล่าวอย่างนี้ผมก็ควรถูกตำหนิด้วย เพราะผมเป็นกรรมการ สสส. มานานหลายปี และแม้เวลานี้ก็ยังเป็นประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ ๓ อยู่
วิจารณ์ พานิช
๙ มี.ค. ๕๑
แวะมาศึกษาแนวคิดและข้อวิเคราะห์ของอาจารย์คะ่
เคยมีโอกาสฟังอาจารย์ตัวเป็นเมื่อหลายปีมาแล้วที่มข.
ตรงนั้นทำให้ได้แง่คิดมากคะ่ เรื่อง ความคุ้มค่า ความรับผิดชอบ และเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ สำหรับคนเราก็มีหลายระดับ
อาจารย์คงเห็นมามาก ก็จะเก็บไว้สอนตนเองเวลาที่ต้องรับผิดชอบงานให้สำเร็จ
บทวิเคราะห์ของอาจารย์ก็ประโยชน์สำหรับคนทำงาน จะได้ทำแบบมีสติ
ความในย่อหน้าสุดท้ายถูกเผ๋งเลยครับ what next?