" เสียดายผมไม่ได้ไปอบรม คืนนี้คงต้องนอนกระซิบถามแม่ใหญ่"
ลงไปนอนคลุกชีวิตให้เห็นชีวา ในท้องทุ่งนาริมลำน้ำเสียว คุยกันประเดี๋ยวเดียว พ่อใหญ่เสื้อเหลือง ร่างผอมเกรงเดินดุ่มเข้ามา พวกเพื่อนๆเรียกพ่อใหญ่ทอง เป็นคนตัวเล็กเกร็งแกร่งผมบนศีรษะขาโพลน พ่อคำดันแนะนำว่า เป็นสมาชิกกลุ่ม คราวนี้ส่งแม่บ้านไปอบรม ตัวเองอยู่นาเฝ้าวัวควาย ผมขาวก็จริงแต่อายุยังไม่ถึง60
พ่อทองนั่งแปะลงข้างๆผม มีอาการซื่มๆจากน้ำเปลี่ยนนิสัยบ้าง เล่าว่าตัวเองมีทำนาน้อย ได้ขายข้าวบ้างปีละ10-20 กระสอบ ถ้ามีที่นามากกว่านี้ น่าจะมีรายได้มากและความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นโอกาสไอ้มหาโจร ผมหยิบเอาโจทย์นี้ขึ้นมาตั้งแท่น
ถ้ามีนามาก จะรวยมาก มันบ่แน่ดอกนาย
ทำมากได้น้อย ทำน้อยได้มาก ก็มีถมไป
หลวงพ่อไหลทำให้ดูแล้ว ทำนาอินทรีย์ 2 ไร่ เจาะปากรอบศีรษะก็กินไม่หมด
ประเด็นอยู่ที่จุดพอดีของการทำนาของแต่ละครัวเรือน อยู่ที่ไหน?
"คำตันใช้ใบไม้ น้ำหมักจุลินทรีย์ ปุ๋ยมูลสัตว์ และขุดร่องนาตามยาวเก็บน้ำเก็บปลา"
คนทำนา 5ไร่ ใช้แรงงานควาย ปุ๋ยขี้ควาย ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ปักดำเอง เก็บเกี่ยวเอง นวดข้าวเอง ทำครกตำข้าวเอง ทำเท่าไหร่ได้เท่านั้น เป็นผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานตอบแทนตัวเอง ลักษณะนี้เรียกว่า ทำเพื่อตนเอง
คนทำนา 20-40ไร่ จ้างรถแทรกเตอร์ไถเตรียมดิน จ้างคนหว่านข้าว ซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละพันเศษ จ้างรถเกี่ยวนวด ทุกอย่างจ้างๆๆ ลักษณะนี้เป็นการหาจุดพอดีไม่เจอ พึ่งคนอื่นทุกอย่าง แรงงาน ปัจจัยการผลิต ทุน เป็นการทำนาเพื่อคนอื่น ได้ข้าวมาหักค่าใช้จ่ายแทบไม่เหลือ หมดกำลังใจ เพราะทำได้เท่าไหร่เจ้าหนี้ก็ยื่นมือมาเก็บส่วนแบ่งยุบยับ ลักษณะนี้เรียกว่า ทำเพื่อคนอื่น
โจทย์ที่นามาก นาน้อย เป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอน การเรียนรู้วิธีทำนา ที่ค้นหาจุดพอดีเจอต่างหาก ที่เป็นกุญแจไขปริศนา ว่าจุดพอดีในแต่ละอาชีพการงาน หรือกิจกรรมควรจะเป็นเท่าไหร่ดี
พ่อใหญ่ตันทำบ่อปลา กี่บ่อ ถึงจะพอดีกับสภาพและศักยภาพของพ่อใหญ่คำตัน
พ่อใหญ่ตันเลี้ยงไก่ เป็ด วัวควายกี่ตัว ถึงจะพอดีพอได้ของพ่อใหญ่คำตัน
ถ้าหาจุดพอดีไม่เจอ จะเจอแต่จุดพอร้าย นะขอรับ !
เราคุยกันถึงวิธีขุดสระน้ำรูปยาวไปตามรูปนา ล้วงดินขึ้นมาข้างเดียวให้เป็นรูปถนน จะได้ปลูกผักต้นไม้ คูน้ำยาวเป็นการเฉลี่ยความชื้น เลี้ยงปลา เป็นดักบ่อปลาธรรมชาติ ทำ1 อย่าง ได้ประโยชน์ 3 อย่าง
ต้นไม้ก็เช่นกัน
เทพ นักศึกษาคณะเกษตร ม.ขอนแก่น ลูกศิษย์อาจารย์แป๋ว
เก็บประเด็นได้ว่า..ต้นไม้นั้นให้ปลูกหลายๆชนิดหากต้นไหนเจริญเติบโตดีแสดงว่าต้นนั้นแหละใช่เลย แล้วที่นาก็สามารถที่ปลูกต้นไม้ได้ เลือกพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อปลูกข้าวพอดีกับเราเพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องเรียนรู้เองว่าพอของเราอยู่ที่เท่าไหร่ ไม่มีใครบอกเราได้นอกจากตัวเราเอง ใน2ปีแรกเราปลูกไว้เพื่อกิน แต่หลังจากนั้นก็สามารถที่จะขยายออกได้เช่นเป็ดเลี้ยงเพิ่มอีกได้ไหม เลี้ยงหมูอีกดีไหม เราต้องหัดสังเกตให้มากๆและมีการคิดให้เยอะ
กระบวนการที่เล่ามานี้ สะท้อนอะไร?
1. เรากำลังค้นหาหน้าตาเศรษฐกิจพอเพียงสไตล์ไทอีสาน แห่งลุ่มน้ำเสียว
2. เรากำลังค้นหาระบบการเกษตรอินทรีย์ เต็มรูปแบบ
3. เรากำลังวิเคราะห์ ประเมินจุดพอดี พอได้ ดีนั้นดีอย่างไร ได้นั้นได้อย่างไร
4. เรากำลังค้นพบจุดบุก จุดถอย อย่างมีแบบแผน
5. เป็นการเรียนรู้ของคนหลายประสบการณ์ ครู ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. แม่ใหญ่พ่อใหญ่ รวมทั้งนักศึกษา 2คน ที่ได้ลงไปแลกรับความรู้ อย่างสนุก ดังตัวอย่างที่ยกมานี้
จะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้และพัฒนา
ถ้าเข้าถึงพริก ถึงขิง เผ็ดแต่แซ่บหลาย เด้อขอรับ!
จั๊งซี่ จั๊งซี่..สิแซบหลาย
คนอยู่เฉยๆ คิดเอง ส่วนมากตะเลิดเปิดเปิง "พระท่านว่า อยู่คนเดียวระวังจิต"
แต่หากมานั่งล้อมวงคุยกัน มึงทีกูที ตะล่อมประเด็นดีดี มันกระตุกสติได้หลายเติบ คนบางคนได้ร้อง อ้อ คนบางคน บรรลุหนทาง คนบางคนยังคิดไม่ออก ก็เป็นเรื่องปกติ
ไปมาหาสู่ คุยกันตามโอกาส นี่แหละความรู้มันก็กระจาย ไม่กระจุก โดยธรรมชาติคนก็จะเอาสิ่งที่ตัวเองประสบมาคุยกัน ทั้งสำเร็จและล้มเหลว หากมีใครทำบันทึกซะหน่อย จัดระบบคิดซะหน่อย จัดหมวดหมู่ ซะหน่อย เชื่อมโยงซะหน่อย ฯ มันก็เคเอ็มธรรมชาติของทุ่งนาของเราดีดีนี่เอง นั่งล้อมวงกลางทุ่งมันอ้าปากคล่องจะตาย จับเอาไปนั่งในห้องตามโรงแรมมันมีอะไรมาบีบปากก็ไม่รุ พูดไม่ออกซิอ้าว..
ขอบคุณครับ