คงเป็นเพราะคำว่า "สวัสดิการ" มีปัญหาในการสื่อสาร ล่าสุด อาจารย์ไพบูลย์จึงได้ให้ศัพท์ใหม่คือ "สวัสดิสุข"

ปัจจุบัน  ไทยมีนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญสองอย่างซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่เข้าใจยากที่สุด

"ความพอเพียง"  กับ "สวัสดิการ" 

 

ง่าย.. เพราะแท้จริงแล้วทั้งสองอย่างมีฐานคิดมาจากวิถีชีวิตแบบไทยๆ

เข้าใจยาก .. เพราะพื้นฐานดังกล่าวได้เลือนหายไประยะเวลาหนึ่งเนื่องจากถูกแทนที่ด้วยวิถีสังคมสมัยใหม่  ทำให้ศัพท์คำนั้นถูกตีความใหม่    แล้วเมื่อได้รับการฟื้นฟูแนวคิดขึ้นมาอีกครั้ง  การตีความของผู้คนจึงกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง 

 

อย่างคำว่า "สวัสดิการ"  นักวิชาการต่างสาขา ยังนิยามต่างกัน

ตัวเราเองนั้น  ทุกครั้งที่ไปแนะแนวที่โรงเรียนต่างๆ  สิ่งแรกที่ต้องทำคือ  อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เศรษฐศาสตร์ต่างจากบริหารธุรกิจอย่างไร 

 

"บริหารธุรกิจอาจมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยธุรกิจมีกำไรสูงสุด  แต่เศรษฐศาสตร์มีเป้าหมายคือ เพื่อให้มีสวัสดิการสังคมสูงสุด

 

มาบัดนี้  เพิ่งเข้าใจว่า "สวัสดิการของสังคม" ที่เศรษฐศาสตร์มองนั้น ก็ต่างจากศาสตร์อื่นอยู่มาก

คำไทยๆที่มีความหมายใกล้เคียง "สวัสดิการ" ของเศรษฐศาสตร์มากที่สุดคือ "อยู่ดีมีสุข" 

 

สวัสดิการจึงเป็นเป้าหมาย   ส่วนจะใช้เครื่องมือใดในการ "จัดสวัสดิการ" นั้น  เศรษฐศาสตร์จะให้ความสำคัญกับ กลไกตลาด และกลไกรัฐ (เมื่อตลาดทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือเพื่อความเป็นธรรม)   เพิ่งมาในช่วงปลาย 1980 ที่เศรษฐศาสตร์สถาบันเริ่มพูดถึง "ชุมชน" มากขึ้นเพราะเห็นแล้วว่า ทั้งตลาดและรัฐเป็นสองสถาบันหลักที่มีข้อบกพร่อง   หลักการใหญ่ก็คือ  "ใครก็ได้ (รัฐ หรือ ตลาด หรือ ชุมชน) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าควรเป็นผู้ดำเนินการ"   ส่วนใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนนั้นก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆต่อไปอีก

"สวัสดิการ"ในทางเศรษฐศาสตร์ จึงกว้างกว่า "การสงเคราะห์" มากนัก  แถมหลักคิดพื้นฐานคือ ผู้ได้ประโยชน์ควรเป็นผู้จ่าย   ต่อเมื่อสิ่งที่ทำแล้วเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม  เช่น การศึกษา  การสาธารณสุข การป้องกันประเทศ  การรักษาความสงบ   รัฐก็ควรเป็นผู้สนับสนุน  โดยประชาชนจ่ายเงินทางอ้อมในรูปแบบภาษี   หรือหากบุคคลใดก่อผลลบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม เช่น ก่อมลภาวะ  ก็ต้องรับภาระนั้น เช่น จ่ายภาษีต่อมลพิษทุกหน่วยที่ตนปล่อยออกมา

"การสงเคราะห์"  "การประกัน"  เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่นำสู่ "สวัสดิการ" 

 

และ "ความมั่นคงของชีวิต" ก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ "สวัสดิการ"

"เงิน" ที่ให้ๆกันก็ยังไม่ใช่สวัสดิการ  ตราบใดที่ยังไม่ได้แปลงเงินไปสู่ "บริการ" หรือ "สิ่งดี" ที่นำไปสู่ความอยู่ดีมีสุข  ..เว้นแต่ว่า .. คุณกอดเงินแล้วอุ่นใจมีความสุข.. (เดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้แล้ว)

ทุกอย่างที่ตลาด (ที่ดี) รัฐ (ที่ดี) และชุมชน(ที่ดี) ดำเนินการอยู่จึงเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของสังคม คือ ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคม (สวัสดิการ) ทั้งสิ้น

เศรษฐศาสตร์ไม่ได้พูดถึง  "สิทธิที่พึงได้รับ"   แต่ นักเศรษฐศาสตร์อย่างอมาตยา เซน พูดถึง "สิทธิ" หรือ "เสรีภาพในการเลือก"  เสรีภาพในเลือกวิถีชีวิตและสิ่งที่ตนให้คุณค่า

 

และเงื่อนไขสำคัญอีกประการก็คือ  ประโยชน์ที่เกิดแก่บุคคลนั้น ต้องไม่ไปสร้าง "ผลกระทบภายนอก" (เบียดเบียน) ต่อสังคม   ตลาดมักจะบกพร่องในเรื่องนี้  ดังนั้นต้องมีกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือแก้ปัญหา คือ รัฐ หรือชุมชน

อาจารย์ป๋วยท่านเขียนเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการสองหน้ากระดาษโดยไม่ใช้ศัพท์ว่า "สวัสดิการ" เลย  แต่ท่านตั้งชื่อหัวข้อไว้ว่า "คุณภาพชีวิต"   พวกเราอ่านแล้วรู้ว่า เป็นเรื่องสวัสดิการ  เพราะถ้าเรามีอย่างที่อาจารย์ป๋วยกล่าวไว้  เราก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

ถึงวันนี้  ไม่แน่ใจว่า ผู้เสนอ พรบ.สวัสดิการสังคม มองสวัสดิการในความหมายใดกันแน่  แต่ในที่ประชุม ยังได้ยินคำพูดที่ทำให้คิดว่า  หน่วยงานรัฐยังคงมองสวัสดิการในเชิงสงเคราะห์อยู่มาก  จึงมีคนเสนอให้ตั้ง "สังคมสงเคราะห์จังหวัด" ขึ้นมา   (เพิ่มตัวเดินเข้ามาในกระดานหมากรุกอีกแล้ว  ทั้งๆที่ตอนนี้หน่วยงานในพื้นที่แน่นจนไม่รู้จะขยับก้าวกันอย่างไรแล้ว)

แต่หากจะให้ "สวัสดิการ"  นิยามโดยชุมชน  ชุมชนบางแห่งก็ยังเข้าใจสวัสดิการในความหมายแคบคือ  การช่วยเหลือกันโดย "การให้เงินสนับสนุน"  จากกองทุนที่ออมร่วมกัน   ทั้งๆที่ในทางปฏิบัติชุมชน "จัดสวัสดิการ" อยู่แล้ว ในรูปแบบของช่วยเหลือเกื้อกูลกันหลายๆด้านที่ไม่ใช่ตัวเงิน  

 

"สวัสดิการ" จึงเป็นศัพท์ที่สังคมไทยยังเข้าใจไม่ตรงกัน  ทั้งๆที่ต่อไปนี้ ทุกฝ่ายจะสามารถมีบทบาทร่วมกันภายใต้ พรบ.ส่งเสริมสวัสดิการสังคม

คงเป็นเพราะคำว่า "สวัสดิการ" มีปัญหาในการสื่อสาร (เพราะต่างฝ่ายต่างติดกรอบคิด) ล่าสุด  อาจารย์ไพบูลย์จึงได้ให้ศัพท์ใหม่คือ  "สวัสดิสุข" 

 

แต่ตัวเองคิดว่า "อยู่เย็นเป็นสุข"  นั่นแหละได้ใจความที่สุด (เหมาะกว่า อยู่ดีมีสุข) 

ใช้เวลามากกับการให้ความหมาย  ทั้งๆที่เรื่องสำคัญกว่า คือ ทำอย่างไร สังคมจึงจะ อยู่เย็นเป็นสุข  ได้อย่างแท้จริง ... ขั้นพื้นฐาน..ศาสนาและจารีตประเพณี ท่านบอกไว้อยู่แล้ว .. ทั้งการปฎิบัติต่อตนเองและต่อผู้อื่น   กติกาสังคมก็มีอยู่  ที่ต้องการจริงๆ  คือลงมือปฏิบัติ  ทำในสิ่งที่ต้องทำ  ไม่ทำในสิ่งที่ต้องไม่ทำ...