“กินข้าวป่า กับก้อยกุ้งต้มปลาลำน้ำเสียว

นอนชมเดือนรูปเคียว เกี่ยวใจพี่น้องคุยกัน

เรื่องป่าดูนลำพัน และความฝันคูโบตม”

 

  

 

 เศรษฐกิจพอเพียงฉบับลุยทุ่ง กุ้ง หอย ปู ปลา ไก่ต้มป่า หาเอาที่นี่ทันทีทันใด

ปัญหาอยู่ที่ไหน?  เราควรจะไปลุยที่นั้น

ส่วนใหญ่นึกว่าปัญหาอยู่ในห้องแอร์ หรือห้องประชุมตามโรงแรม

เรื่องนี้ไม่ว่ากัน มีเหตุอันควรก็จัดกันไป

แต่งานพัฒนาท้องทุ่งวิถีไทย

โจทย์ส่วนใหญ่ซุกซ่อนอยู่ตามท้องไร่ท้องนา

ผมจึงออกแบบ ยกขบวนชวนกันไปถกปัญหายังต้นตอ โดยให้ชาวบ้านเป็นคนคัดเลือกกันเอง ว่าจะเอาพื้นที่ไหนเป็นจุดพำนัก

 

นี่คือโจทย์ ที่ผมโยนให้หัวหน้ากลุ่มที่มาอบรมเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นคูโบตม พิจารณา

-มีอะไรให้ดู  -จะให้ไปดูอะไร  -ไปดูอย่างไร –ไปกินไปนอนอย่างไร?

หลังจากที่ทั้งหมดได้ศึกษาดูงานทั้งภาควิชาการและวิชาเกิน เรียกว่าทีมวิทยากรเทกระจาดความรู้ความคิดให้จนสุดความสามารถ น้ำลายเหนียวแล้ว หมดกึ๋นแล้ว ต้องประเมินความเข้าใจรอบสุดท้ายด้วยคำถามข้างต้น

 

บ่ายวันสุดท้ายการอบรม ขบวนสมาชิกคูโบตม5หมู่บ้าน ทยอยกันเดินทางลงทุ่งนาพ่อใหญ่คำตัน ศรีมาศ เป็นถนนดินที่สร้างใหม่คดเคี้ยวไปตามรูปที่นา ออกจากหมู่บ้านไปถึงริมแม่น้ำเสียว ระยะทางประมาณ 4 กม.

 

เรื่องการไปนอนกลางดิน กินข้าวป่า ชมดวงดารา ท่องฟ้ากว้าง มาปักหลักที่นาพ่อใหญ่ตัน ซึ่งมีกระท่อม 1หลัง คอกควาย 1แห่ง เลี้ยงไก่บ้าน เป็ดไข่1 ฝูง มีบ่อปลาที่ขุดด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง แปลงผักสวนครัว นอกนั้นเป็นทุ่งกว้าง มีต้นไม้รอมแหรม แม้แต่สถานที่เราไปปลงค่ายพัก มีต้นไม้ไม่กี่ชนิด พ่อตันบอกว่านาที่นี่เป็นดินเอือด(ดินเค็ม-น้ำกร่อย) ต้นไม้ที่ขึ้นในพื้นที่ลักษณะนี้ เช่น ต้นเสียว สะแก มะขามเทศ กระถินณรงค์ ก้ามปู สะเดา และไม้พื้นที่ถิ่นอื่นๆอีกประปราย

 

ไปนอนทอดหุ่ยข้างทุ่งกุลาครั้งนี้ ชาวบ้านคิดหนัก ตีโจทย์ไม่แตก เข้าใจว่าเราจะไปดูความเจริญ ความทันสมัย หรือความก้าวหน้าอื่นๆ แต่แหล่งที่เราไปนอนนี้ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีกระต๊อบให้นอน น่าจะเลือกไปที่สมาชิกท่านอื่น ที่มีความพร้อมความสะดวกทุกอย่าง คณะครูเสนอให้นอนที่โรงเรียน

 

 

ข้อมูลเหล่านี้ไม่มีรายละเอียดพอ แต่ผมสืบทราบว่า พ่อใหญ่คำตันแกมีความตั้งใจมากกว่าคนอื่น แกไปแอบทำครกมองเพื่อตำข้าวที่ปลูกด้วยน้ำพักน้ำแรงให้เราชิม แกแอบสร้างห้องน้ำไว้ต้อนรับเราเป็นการเฉพาะ!

 

ผมขอดูแรงใจแค่นี่แหละ ฟันธงฉั๊วะ คืนนี้เราจะไปนอนนาพ่อคำตัน

มีเสียงทักท้วงว่า ถนนสร้างใหม่ ฝุ่นเยอะ รถอาจจะติดเข้าลำบาก ไม่มีที่พัก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ

 

แต่ผมกลับเห็นว่านี่แหละเสน่ห์วิถีอีสาน

ผมถามพ่อคำตันว่า ..คืนนี้เดือนข้างขึ้น หรือข้างแรม

พ่อตัน สนิมกับเจ้าอาวาสไหม?

ให้ไปกราบขอเทียนเล่มใหญ่วางไว้ในโบถส์ มา 1 เล่ม

 

มียุงมากไหม? 

ที่โล่งอย่างนี้ ถึงอยู่ริมน้ำ มีลมพัดตึง ยุงจะไม่มากวน

เสื่อ หมอนขิด ขนไปจากบ้าน

มีบ่อปลาที่จับตำน้ำพริกประจำ มีแปลงผักสวนครัว มีเป็ดไข่ มีไก่บ้าน

พ่อคำตันเล่าตาเป็นประกาย แค่นี้เพียงพอระดับภัตตาคารเรียกพี่แล้วลุง!

 

ต้มปลาใส่ฝักมะขาม ปิ้งไก่บ้าน ตำถั่วฝักยาวให้เด็ดสาระตี่ ไข่เป็ดหมกขี้เถ้า

 

กลุ่มชาวบ้าน ที่ให้ตีแตกบทการลงทุ่ง ไม่แตก  เริ่มคิดตามและอ๋อ..ที่นะนิด ว่าที่แท้เป็นเช่นนี้เอง อย่าเอาสิ่งที่ไม่มีมาเป็นอุปสรรค แต่ควรมองให้ทะลุว่าจะฝ่าด่านความไม่พร้อมให้สนุกและมีเสน่ห์อย่างไร?

 

ผมทอดเวลาจนถึงวาระสุดท้าย จึงหักเหลี่ยมโหดตัดสินเลือกพื้นที่ โจทย์ข้อนี่บีบเค้นหัวใจมากสำหรับคนอื่น แต่พ่อตันปลื้มใจที่ความฝันเป็นจริง ถึงจะเตรียมการอะไรไว้บ้าง ก็ไม่กล้าเสนออะไรที่เป็นการข้ามหน้าข้ามตาคนอื่น นั่งฟังเงียบๆว่าคณะผู้นำจะตัดสินใจอย่างไร? เมื่อทราบในชั้นต้นว่า..กลุ่มผู้นำตกลงนอนโรงเรียน

 

ท่านลองคิดดูเถิดว่า หัวใจพ่อคำตันจะแผ่วโหยสักเพียงใด คงสะท้อนอกสะท้อนใจอยู่เงียบๆ ที่ความฝันไม่สามารถเป็นจริงได้ คิดไม่ไกล ไปไม่ถึง เมื่อไม่ถูกคัดเลือก จึงไม่ได้เตรียมการใดๆ มารู้ล่วงหน้า 30 นาที ก่อนที่คณะจะไปถึง

 

ตั้งแต่บ่าย4-6โมงเย็น พ่อใหญ่ตันของเราวิ่งวุ่น ไม่ได้นั่งพักแม้แต่นาทีเดียว เสื่อ หมอน มาถึงช้ากว่าแขก น้ำดื่มน้ำกิน ปัจจัยต่างๆอยู่คนละทิศละทาง ยังดีที่มีเพื่อนบ้านแบ่งช่วงเบางาน บางกลุ่มช่วยกันจับปลา บางกลุ่มจับไก่มาลวกถอนขน บางกลุ่มไปยกกุ้งฝอยที่ดักไว้ บ้างกลุ่มปิ้งปลา ปิ้งไก่ แม่ใหญ่ทั้งหลายก็วุ่นอยู่การทำกับข้าว

 

กลิ่นอาหารโชยมา แต่เวลาก็หมดเสียก่อน

 

พบกันใหม่ เมื่อใจถามถึง อิอิ ..