การถอดน้อตและเหล็กโครงสร้างเสาไฟฟ้าไปขาย ก็เปรียบได้กับการตัดไม้ทำลายป่าเอาพื้นที่ทำไร่มัน ไร่อ้อย ล่าสัตว์ป่าเอาเนื้อ ขน เขา หนัง การศึกษาที่เน้นแต่คนเก่งเป็นบางวิชาไปป้อนสังคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมาใช้ดิบๆ ไม่ย่อยประยุกต์...อันเป็นการทำลายโครงสร้างทางสังคมให้พังครืนสูญเสียมหาศาลเทียบไม่ได้กับสิ่งตอบแทนเล็กน้อยที่ได้มา...
ช่วงนี้มีข่าวคึกโครมเกี่ยวกับการถอดน้อตเสาไฟฟ้าแรงสูง สร้างความเสียหายนับร้อยล้านบาท เพียงเอาน้อตไปขายได้ 1400 บาท รวมทั้งกรณีน้อตเสาไฟฟ้าและเหล็กโครงเสาไฟฟ้าทั่วประเทศที่ตรวจพบว่าถูกถอดไปขาย เสียหายนับพันล้าน


หลายคนตกใจ แปลกใจว่าคนที่ทำ (คนร้าย) ทำได้อย่างไร ไม่คิดบ้างหรือไงว่า มันสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนับมูลค่าสิ่งที่เสียหายเปรียบเทียบกันไม่ได้กับเงินที่ได้มา แต่สำหรับผมแล้ว... ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลยครับ เรา (ประเทศไทย) ทำอย่างนี้กันมานานแล้ว...สมัยผมเรียนชั้นประถมฯ หนังสือเรียนก็บอกว่าประเทศไทยส่งสินค้าไปขายต่างประเทศได้แก่ ไม้สัก และ.... และแล้วการพัฒนาประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมในสมัยนั้น ผู้คนก็บุกป่าทำลายป่าไม้ หักร้างถางพง เพื่อทำไร่มันสำปะหลัง ฆ่าช้างเพื่อจะเอางา สัตว์ป่าทั้งหลายเพื่อจะเอาเพียงหนังหรือเขา ฯลฯ อันเป็นการทำลายคุณค่าสูงสุดที่อาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เพื่อแลกกับเศษเงินเพียงน้อยนิด ไม่ต่างอะไรกับการถอดน้อตไปขายเชียงกงแลกกับค่าเหล้าค่ายา...แต่เบื้องหลังการกระทำสร้างความเสียหายมหาศาล

หรือเรื่องที่ใกล้ตัวหน่อยก็คงจะเป็นเรื่องของการศึกษา เราหันมาสนใจนักเรียนที่เรียนเก่งในวิชา คณิต วิทย์ อังกฤษ เพื่อป้อนเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม ไม่สนใจนักเรียนที่มีความสามารถอื่นๆ ซึ่งมีหลากหลาย ปล่อยให้เป็นผู้ล้มเหลว พ่ายแพ้ในชีวิต หลายโรงเรียนปักป้ายเบ้อเร่อไว้ ประกาศความภูมิใจสุดซึ้งกับผลงานส่งนักเรียนเข้าเรียนแพทย์ วิศวะ หรือมหาวิทยาลัย...แต่ลืมว่ายังมีนักเรียนอีกมากมายที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของการศึกษา...ส่งผลกระทบเป็นปัญหาทางสังคมโดยรวม
ย้อนกลับมาเรื่องน้อตเสาไฟฟ้าหรือการขโมยตัดสายไฟฟ้า ขโมยฝาท่อระบายน้ำ ขโมยมิเตอร์น้ำประปา ฯลฯ ด้วยคำถามที่ว่า...ใครคือหัวขโมยเหล่านั้น...มันคือใคร มาจากไหน ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ คงจะไม่ใช่นักเรียนที่มีรายชื่อขึ้นบอร์ดหน้าโรงเรียนแน่ๆ นี่อาจจะเป็นที่มาของหัวขโมยหรือบุคคลที่เป็นตัวแทนของคนที่ทำลายคุณค่าแท้ๆ ของสิ่งต่างๆ อันสำคัญเพื่อแลกกับคุณค่าเทียมๆ หรือสิ่งแลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ไม่สนใจกับสิ่งที่ถูกทำลายลงไปหรืออาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์...และที่ไปของคนพวกนี้ล่ะกำลังจะไปไหน...สำหรับพวกที่ขโมยน้อตหรือสายไฟหรือลักเล็กขโมยน้อย เขาอาจจะต้องซ่อนตัว พรางตาไม่ให้ใครเห็นการกระทำเยี่ยงนั้น...แต่สำหรับหลายคนที่กำลังทำลายคุณค่าแท้ๆ ของสิ่งอันมองเห็นได้ยากอย่างอุกอาจ โจ่งแจ้งด้วยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ควรจะได้ตระหนักรู้ว่า คุณค่าแท้ๆ ของสิ่งต่างๆ นั้นมีคุณค่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร เปรียบเทียบกับมูลค่าที่แลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่แล้วมันคุ้มกันหรือไม่...อย่ามัวแต่ไปโทษพวกหัวขโมยถอดน้อตเสาไฟแรงสูงไปขายได้ 1400 บาทแลกกับความสูญเสียนับ 100 ล้านบาทเลยครับ...
คำเตือน...ขณะที่ท่านกำลังอ่านบันทึกอยู่นี้ไม่ทราบว่า มิเตอร์น้ำประปาที่บ้านยังอยู่ดีหรือเปล่าครับ
หมายเหตุ บันทึกนี้น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันอย่างมากกับ ทฤษฎีผีเสื้อฉบับก่อนของผม...(คลิกที่นี่) ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นผีเสื้อตัวเดียวกันหรือเปล่า
สวัสดีค่ะ
- จริงอย่างท่านกล่าวค่ะ...ทั้งหัวขโมย..และหัวขมาย....( พวกหลังเนียนค่ะ )
- บ้างดูเหมือนไม่ตั้งใจ...ใครกระตุก...หรือขู่ก็ไม่ยอมรับ
- เมื่อหลักฐานมัดตัวแน่นหนาจึงยอมจำนน...พวกนี้อาการหนักมากนะคะ...จะใช้วัคซีนอะไร....จึงจะรู้สำนึกตั้งแต่ถูกกระตุก
- เพียงผีเสื้อขยับปีก....สรรพสิ่งก็สั่นสะเทือน
คุณครูพรรณาครับ