สวัสดิการที่วาดฝัน อาจไม่ง่ายเมื่อลงมือปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อจำกัดของการ "ไร้สัญชาติไทย" เช่นในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้
จากที่เคยบันทึกถึงการเริ่มต้นจัดสวัสดิการด้านการศึกษาทางเลือก สำหรับเยาวชนในพื้นที่ ทั้งมีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย ไปแล้วใน http://gotoknow.org/blog/pilgrim/165980
วันนี้ได้มีการปฐมนิเทศน์ผู้สมัคร โดยกลุ่มเยาวชนที่ต้องเริ่มเรียนระดับพื้นฐาน (หมายถึงเริ่มตั้งแต่ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียนภาษาไทย) มีประมาณ ๑๐ คน ทั้งหมดเป็นเยาวชนที่ยังไม่มีสัญชาติไทย เนื่องจากเพิ่งเดินทางจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนราว ๑-๕ ปี
เมื่อได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงการเรียนการสอนที่จะมีขึ้นในปีการศึกษาหน้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันอดห่วงไม่ได้ คือเรื่องสถานภาพทางกฎหมายของพวกเขา เนื่องจากพวกเขายังไม่มีบัตรประชาชนและบัตรชนกลุ่มน้อยใดๆ ทำให้การเดินทางมาเรียนหนังสือของพวกเขาน่าเป็นห่วงมาก หากถูกตำรวจตรวจ นอกจากข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายแล้ว ยังข้อหาไม่มีใบขับขี่อีก รวมอย่างน้อย ๒ กระทง
ครั้นจะสอนให้เขาทำให้ถูกกฎหมายก็ไม่ได้ เพราะทางนี้เขาไม่ให้คนไม่มีบัตรประชาชนทำใบขับขี่ (เอ.. แต่เห็นคนต่างด้าวแบบฝรั่งตะวันตกเขาทำกันได้นี่นา..) หรือจะบอกให้เขาเดินมาเรียนก็ไม่ใช่ใกล้ และก็ไม่ค่อยมีรถประจำทางผ่านหมู่บ้านอีกต่างหาก !!
นี่ยังไม่นับรวมคนที่จัดการเรียนการสอนให้ ว่าจะถูกข้อหาอะไรได้บ้าง..เข้าข่ายให้ที่พักพิง หรือนำพาคนต่างด้าวไหมเนี่ย ?? แล้วถ้าเขาเข้ามากันเรื่อยๆ ล่ะ เราจะยิ่งถูกเพ่งเล็งไหม ?? แต่เราก็ไม่ได้ทำอะไรต่างจากสถานศึกษาของ "รัฐ" ทั้งในและนอกระบบแถบนี้ที่จัดการเรียนการสอนให้คนเหล่านี้นี่นา ต่างกันแค่ว่า เราเป็น "เอกชน"
ก็เลยคุยกันว่า ทำงานอยู่กับคนกลุ่มเป้าหมายกึ่งผิดกฎหมายเช่นนี้ ถ้ากลัวก็คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เพราะดูๆ ไปแล้ว อะไรๆ ก็ผิดกฎหมายไปหมด !!
ถ้าไม่นั่งงอมืองอตีน ก็คงช่วยชาวบ้านได้
ในโอกาสที่ยังใช้นิติศาสตร์ไม่ได้
ก็ใช้รัฐศาสตร์ได้
พี่อดิศรไปทำงานที่นั่นหลายเพลาแล้วมังนะ
ถ้ามัวแต่รอเวลาไป ก็คงช่วยชาวบ้านไม่ได้หรอก
จาก อ.นี้ ไป อ.เมือง คงไม่ใกล้เกินที่จะไปหารือมังนะ
อย่าพลัดวันประกันพรุ่งอีกเลย
ในระยะแรกคนจัดการเรียนการสอน คงต้องทำแบบ "สัญจร" คือ ตัวเองเป็นฝ่ายเคลื่อนที่เสียเองกระมังคะ และคงต้องสอนนักเรียนให้เป็น "ครู" พวกเขาจะได้ช่วยกันสอนคนอื่นต่อ เป็นการ "พึ่งตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูล" กันเองภายในกลุ่มด้วย
คนต่างชาติที่ขับรถในเมืองไทยนั้น เขาคงมีใบขับขี่สากลค่ะ
โชคดีค่ะ
ขอบคุณ อ.แหวว นะคะ
จะลองทบทวนดูค่ะ ว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะใช้ "รัฐศาสตร์" อย่างที่ อ.แนะนำ !!
ขอบคุณ อ.ปัทมากค่ะ
ปีที่แล้วเกือบทั้งปี เราได้มีการสอนภาษาไทยแบบ "สัญจร" ใน ๑หมู่บ้านที่มีนักเรียนที่มีปัญหาในลักษณะนี้จำนวนหนึ่ง
แต่พอปีนี้เมื่อมีหลายหมู่บ้านมากขึ้น จึงคิดปรับรูปแบบให้มาเรียนรวมกันที่ศูนย์กลางที่หนึ่ง เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนที่ดีขึ้นและทั่วถึงขึ้น และด้วยนักเรียนที่จะเป็น "ครู" ยังมีไม่พอและไม่ทันค่ะ !!
เลยได้กังวลกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ค่ะ
ทำเท่าที่ทำได้นะคะ หากสัญจรแล้วทำงานได้สบายใจกว่า และผลใช้ได้ ก็ใช้วิธีสัญจรอีกสักครั้งในหมู่บ้านอีกแห่ง ค่อยๆทำตามกำลังและข้อจำกัด แบบ "พอประมาณและมีเหตุผล" อาจดีกว่าในระยะยาวค่ะ
โชคดีค่ะ
สวัสดีครับคุณ . pilgrim
ขอบคุณ อ.ปัท มากค่ะ กำลังรอดูว่าจะลงตัวอย่างไรสำหรับเปิดเทอมนี้
แล้วจะรายงานให้ทราบเป็นระยะนะคะ
รู้สึกอบอุ่นจริงๆ นะคะ ที่ อ.คอยติดตาม แนะนำ และให้กำลังใจเสมอ
ขอบคุณจากใจอีกครั้งค่ะ
ขอบคุณ ครูข้างถนนด้วยค่ะ ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
จะคอยติดตามอ่านบันทึกในบล็อกนะคะ
(ที่จริง ได้รวมบล็อกของครูข้างถนน ไว้ในแพลนเน็ตนานแล้วนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ!)
สำหรับ อ.แหววนะคะ การให้ครูเดินทางไปสอนที่บ้านนักเรียน ก็ยังไม่แก้ปัญหาทั้งหมด นักเรียนอาจไม่เสี่ยงภัยถูกจับในระหว่างที่เดินทาง แต่การถูกจับของครูที่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ยังอยู่
แต่การเดินไปบอก "จังหวัด" หรือ "อำเภอ" นั้น เป็นการเริ่มต้นแก้ปัญหา การเดินไปบอก "ฝ่ายปกครอง" ก็คือ การให้ความปลอดภัยแก่ทั้งครูและนักเรียนในการเรียน และยังส่งผลไปถึงการสร้าง "ความชอบด้วยกฎหมายของการปรากฏตัวของนักเรียนในประเทศไทย" สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การแจ้งเหตุครั้งนี้เป็นไปได้อย่างดีที่สุด ก็คือ ข้อเท็จจริงที่แสดงให้ทุกคนประจักษ์ว่า นักเรียนของเราไร้รัฐนั่นแหละ ข้อเท็จจริงนี้ ก็คือ "วีซ่า" ที่พวกเขาจะอยู่ในประเทศไทย
ขอให้ครูนั้นสอนบทเรียนให้พวกเขามากกว่าที่จะอ่านออกเขียนได้ค่ะ ขอให้คิดดูให้ดี มันเป็นประสบการณ์ที่เรามีอยู่ เหมือนมีหนังสือในตู้หนังสือ เก็บไว้นานๆ ก็หยิบมาอ่านเสียบ้างค่ะ
ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะทุบสักที ฉันนี่มันครูถือไม่เรียวนะเธอ