
ผมได้รับคำถามผ่านมือถือและคิดว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อย
บันทึก SI ที่ผมกล่าวมาได้เน้นว่า ตลอดช่วงชีวิตของคนเรามีการเรียนรู้ระบบการรับความรู้สึกมากน้อยแตกต่างกัน และค่อยๆ พัฒนาการประสมประสานการรับความรู้สึก (sensory integration, SI) ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมและวุฒิภาวะของแต่ละบุคคล โดยธรรมชาติแล้ว SI ของคนเราพัฒนาจนเกิดทักษะชีวิตที่ประกอบด้วยการทำหน้าที่ของร่างกาย ความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ สติปัญญา และจิตสังคม
โดยปกติการวินิจฉัยโรค SI ที่บกพร่องในรูปแบบการตรวจทางการแพทย์และการประเมินจากนักกิจกรรมบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้าน SI นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เพราะกระบวนการปรับตัวของระบบต่างๆ ของร่างกายต่อกิจกรรมการดำเนินชีวิตไม่สามารถควบคุมและตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการที่จะบอกว่าใครบกพร่องของ SI ไม่ได้ชัดเจน 100% (เป็นไปได้ยากที่จะขาด SI มีแต่ไม่สมดุลของระบบจนทำงานได้บกพร่องหรือมากน้อยเกินพอดี) แต่เราสามารถสังเกตและทดสอบตามเกณฑ์ของ SI ที่บกพร่องในช่วง 6 เดือนแรกได้ หากยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ การปรับตัวของระบบต่างๆของร่างกายจะค่อยๆ เรียนรู้และดำรงชีวิตได้ในแบบฉบับของเด็ก ที่อาจจะมีความไม่พอดีของการแสดงออกของร่างกาย ความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ สติปัญญา และจิตสังคม
ถามว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ หากมีความไม่พอดีข้างต้น
ตอบว่า ไม่เป็นอุปสรรค หากสร้างความรักและพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมบำบัดที่เน้นความสนใจและความพึงพอใจในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วยตัวเด็กเอง แล้วค่อยๆ สร้างการเรียนรู้ให้เด็กเข้าใจและริเริ่มปรับปรุงทักษะต่างๆ ที่ไม่มีความพอดีให้กลายเป็นทักษะชีวิตที่สามารถดูแลตนเองได้ เรียนหนังสือได้ เล่นได้ รู้จักใช้เวลาว่างได้ มีการพักผ่อนที่ดี และทำประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ในสังคม ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต
มีหลายกรณีศึกษาที่ทีมนักกิจกรรมบำบัดพยายามมองหนทางการพัฒนาศักยภาพของเด็กกลุ่มที่มี SI บกพร่อง แทนที่จะวินิจฉัยหาสาเหตุที่มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าจะแก้แต่ละองค์ประกอบของ SI ได้ มีการฝึกฝนทักษะชีวิตตามแนวคิดของกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญในช่วง 6 ปีแรกของชีวิตที่ผู้ปกครองต้องใช้ความรัก ความอดทน และความรอบรู้ ในการสอนและสื่อเด็กที่มี SI บกพร่องให้มีทักษะชีวิตที่ดีขึ้นตามศักยภาพและวุฒิภาวะของตัวเด็กเอง ไม่ใช่บังคับเด็กให้ทำแต่กิจกรรมการกระตุ้นพัฒนาการให้เทียบเท่าเด็กวัยเดียวกันหรือเกิดการเปรียบเทียบระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มี SI บกพร่อง
อยากให้ผู้ปกครองปรับทัศนคติเสียใหม่ว่า เด็กที่ SI บกพร่องไม่ใช่เด็กผิดปกติ แต่เด็กที่ SI บกพร่องคือเด็กที่ผู้ปกครองต้องค้นหาศักยภาพที่เด่นของเขาและสร้างกระบวนการกิจกรรมบำบัดให้มีความสามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข
ในขณะเดียวกัน ถ้าเรามองเด็กที่ SI บกพร่องแล้วไม่ได้รับการเข้าโปรแกรมกิจกรรมบำบัด ถามว่าเด็กกลุ่มนี้จะดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขได้หรือไม่ ตอบว่า "ได้" แต่น่าจะใช้เวลาเรียนรู้และปรับตัวทางธรรมชาตินานกว่าเด็กที่ได้รับโปรแกรม (จากงานวิจัยต่างประเทศ เด็กที่ไม่ได้รับโปรแกรมจะปรับตัวเป็น 3 เท่าของเด็กที่ได้รับโปรแกรม เช่น เด็กที่ฝึกกิจกรรมบำบัดจะเขียนหนังสือได้ดีภายใน 6 สัปดาห์แต่เด็กที่เรียนรู้ตามธรรมชาติจะทำได้ภายใน 18 สัปดาห์)
ดังนั้นเมื่อเด็กที่ SI บกพร่องเติบโตไปจนถึงวัยสูงอายุ แม้ว่าจะไม่ได้โปรแกรมกิจกรรมบำบัด แต่หากเรียนรู้จากการใช้ระบบต่างๆ ของร่างกายในขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตและได้ความสุขจากสังคมและสิ่งแวดล้อม เกิดกระบวนการคิดจนมีความรู้ความเข้าใจ สัมพันธภาพทางจิตสังคมและอารมณ์ที่มีสุข จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ในระดับที่เหมาะสมกับศักยภาพของเขา แม้ว่าจะช้ากว่ากลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกิจกรรมบำบัดตลอดช่วงวัยครับ (ลองดูรูปข้างบนจะเห็นว่า กิจกรรมบำบัดที่มีสื่อการรักษาที่มากกว่าการใช้เทคนิค SI ที่หลายหน่วยงานเน้นมากเกินหลักการ)