4 มี.ค. คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 16 มาตรการ ใครได้และ เสียประโยชน์อย่างไรบ้าง มีดังนี้
1. ปรับเพิ่มวงเงินสุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 1 แสน เป็น 1.5 แสนบาทต่อปี ปัจจุบัน ผู้เสียภาษีที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 15,800 บาทขึ้นไป มีประมาณ 8 ล้านคน จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้ทั้งหมด โดยเปลี่ยนเป็น ผู้มีเงินได้ 20,000 ต่อเดือนจะไม่เสียภาษี ส่วนผู้ที่ มีเงินได้เกินจากนั้นต้องเสียภาษี แต่จะได้รับลดหย่อนรายละ 5,000 บาท
2. ปรับเพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต จากเดิม 5 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ตัวเลขผู้ทำประกันชีวิตสิ้นปี 2550 มีทั้งสิ้น 18.87 ล้านกรมธรรม์
3. ปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนในการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
4. ปรับเพิ่มวงเงินหักค่าลดหย่อนซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ทั้งสองกรณีจากเดิมไม่เกิน 3 แสนบาท เป็นไม่เกิน 5 แสนบาท ผู้ได้รับประโยชน์คือกลุ่มพนักงานบริษัทที่ถูกกฎหมายหักเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และข้าราชการที่มีเงินในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ รวมทั้งผู้ซื้อหุ้นในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
5. เพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตร ซึ่งเป็นคนพิการได้ 3 หมื่นบาท เฉพาะลูกกตัญญูและพ่อแม่ที่มีลูกพิการเท่านั้นที่ได้รับผลส่วนนี้
6. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีเงินได้ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท/ปี กรณีนี้ถ้าชุมชนแสดงรายได้อย่างถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ทุกฝ่าย
7. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนสำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1.5 แสนบาท จากเดิมหากมีกำไร 1 ล้านบาทแรกต้องเสียภาษี 15% ส่วนที่เกินจากนี้ให้เสีย ในอัตราเดิม ผู้ประกอบการขนาดเล็กนับหมื่นบริษัทจะได้ประโยชน์
8. ให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สามารถหักค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุที่ประหยัดพลังงานได้ 1.25 เท่าของค่าใช้จ่าย ทั้งบุคคลธรรมดาและบริษัทห้างร้านได้หมด ในส่วนของการจูงใจให้บริษัทห้างร้านลงทุนคือ
9. ให้บริษัทหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในอัตรา 40% ของมูลค่าต้นทุนในวันที่ 31 ธ.ค. 2553
10.ให้บริษัทหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภายในเวลา 3 รอบเวลาบัญชี นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สิน
11.บริษัทที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของโปรแกรมได้ 40% ของมูลค่าต้นทุนภายใน 3 รอบเวลาบัญชี หรือ
12.เลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ 100% ของมูลค่าต้นทุน แต่ต้องไม่เกิน 5 แสนบาทในหนึ่งรอบเวลาบัญชี
13.ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน (บจ.) เข้าใหม่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ และลดจาก 30% เหลือ 25% สำหรับจดทะเบียนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี โดยต้องยื่นจดทะเบียนภายในปี 2551 และเข้าซื้อขายในปี 2552
14.ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 25% ให้ บจ.เดิมในเอ็มเอไอในส่วนของกำไรสุทธิที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท และในส่วนของ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯส่วนที่กำไรไม่เกิน 300 ล้านบาท 3 รอบระยะเวลาบัญชีเริ่มตั้งแต่ปี 2551
ส่วนมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่
15.ลดภาษีธุรกิจเฉพาะจากเดิม 3% เหลือ 0.1% จากการขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 1 ปี
16.ลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดเหลือ 0.01% จากเดิม 2% ผู้ซื้อ-ขายทรัพย์สินนับแสนรายจะได้ประโยชน์ข้อนี้ แต่การซื้อขายบ้านและที่ดินที่อยู่นอกโครงการจัดสรร หรือที่ไม่ใช่อาคารชุดหรืออาคารสำนักงานจะไม่ได้รับประโยชน์ ส่วนภาคเกษตร กลุ่มรากหญ้ายังไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้
ข่าวสด (คอลัมน์คอลัมน์ที่13) 7 มี.ค. 51