“หมอเลี้ยบ” ขีดเส้น 30 วัน ให้แบงก์ออมสิน ลดดอกเบี้ยธนาคารประชาชนที่เก็บเดือนละ 1% หรือ 12% ต่อปี
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับผู้บริหารธนาคารออมสินว่า ให้ธนาคารไปพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในภาพรวมและดอกเบี้ยในโครงการธนาคารประชาชน ซึ่งปัจจุบันคิดอัตรา 1% ต่อเดือน เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้า และค่าโดยสาร
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของโครงการธนาคารประชาชน ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เพียง 1-3% จึงมีความเสี่ยงต่ำ น่าจะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยได้อีก “จะให้คณะกรรมการเป็นผู้ที่พิจารณาว่า ต้นทุนที่คิดว่าพอ คือเท่าไร และลดดอกเบี้ยลงอีกได้หรือไม่ คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน” นพ.สุรพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายให้ธนาคารออมสิน ให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่อกับผู้หญิงมากขึ้น เนื่องจากประสบการณ์การปล่อยสินเชื่อของกรามีนแบงก์ของบังกลาเทศ พบว่า ผู้หญิงมีอัตราการใช้หนี้คืนมากถึง 94%
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง กำลังศึกษาแนวทางการแยกบัญชีในโครงการสินเชื่อที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐ รวมทั้งการพิจารณาเรื่องการตั้งสำรองตามเกณฑ์มาตรฐานไอเอเอส 39 แต่ยังไม่สามารถตอบรายละเอียดได้ในขณะนี้
นายวิศิษฐ์ วงศ์รวมลาภ กรรมการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินได้ปรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปี 2551 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 1.34 แสนล้านบาท เป็น 1.76 แสนล้านบาท เพื่อรองรับกับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งได้กำหนดวงเงินสินเชื่อไว้ทั้งสิ้น 7.1 หมื่นล้านบาท แยกเป็น การสนับสนุนโครงการกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน หรือเอสเอ็มแอล วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท
การให้เงินกู้แก่กลุ่มองค์กร ชุมชน และประชาชน (ตามนโยบายรัฐบาล) วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 พันล้านบาท สินเชื่อธนาคารประชาชน 5 พันล้านบาท สินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบท 2 พันล้านบาท สินเชื่อต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน 4 พันล้านบาท สินเชื่อโครงการบ้านเอื้ออาทร 6 พันล้านบาท สินเชื่อเอสเอ็มอี 1 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อห้องแถว 1 พันล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานของโครงการธนาคารประชาชน นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2544 ถึง ณ สิ้นปี 2550 สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 1.52 ล้านราย คิดเป็น วงเงินสินเชื่อจำนวนกว่า 3.75 หมื่นล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้าง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2550 อยู่ที่ระดับ 6.87 พันล้านบาท
ขณะที่โครงการกองทุนหมู่บ้านที่ผ่านมา จัดสรรเงินไปสู่หมู่บ้านทั่วประเทศได้ 63.4 หมื่นล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2550 มียอดสินเชื่อคงค้าง 1.42 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะทยอยตั้งงบประมาณชำระคืนครบทั้งจำนวนภายในปี 2552
โพสต์ทูเดย์ 7 มี.ค. 51