วันนี้เข้างานตอน 8.50 น.ค่ะ
วันนี้เครื่องคอมที่ตัดต่อเจ้งค่ะ
เป็นอะไรก็ไม่ได้ยินมันร้องอยู่บ่อยๆบางทีก็เปิดไม่ติดเลย
มีเครื่องเดียวที่ใช้ได้คือเครื่องที่พี่โตใช้อยู่เป็นประจำก็คือเครื่องเดียวกับที่เราใช้อยู่ทุกวันนั้นแหละค่ะ
(เครื่อง 2 จอ) ส่วนงานที่จะต้องทำต่อวันนี้ก็เลยไม่ได้ทำค่ะ
เพราะว่างานอยู่เครื่องโน้น ไม่สามารถ Save มาทำเครื่องได้
ต้องให้พี่โตจัดการก่อน พอเที่ยงก็ลงไปทานข้าวตามระเบียบค่ะ
ตอนบ่ายก็ขึ้นมาที่ห้องตัดต่อตามเดิมค่ะ แต่เครื่องก็ยังมีปัญหาอยู่ดี
ก็เลยลงมาข้างล่าง ก็ว่าจะมาหาอะไรทำนั่นแหละค่ะ
พอดีมาเจอพี่จักรและก็เห็นว่าพี่แกนั่งแซวคนโน้นทีคนนี้ที
ก็เลยคิดว่าพี่จักรแกคงเหงา พี่จักรเค้าเป็นช่างภาพค่ะ เก่งด้วยนะ
ดูจากหน้าตาแกแล้วดูท่าทางจะประสบการณ์เพี๊ยบ
ก็เลยอยากจะถามอะไรพี่จักรเค้าหน่อย ก็เรื่องถ่ายรูปไฟกลางคืนน่ะ
คืออยากจะรู้ว่าเวลาถ่ายพวกพลุ
และไฟต่างๆเราต้องปรับความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่ดี
ใช้ฟิล์มแบบไหนดีกว่ากัน
พี่จักรบอกว่าในการถ่ายไฟกลางคืนสิ่งแรกที่ควรจะพิจารณาก็คือเรื่องของอุปกรณ์ถ่ายภาพ
การจะได้ภาพถ่ายไฟกลางคืนที่ดีนั้น กล้องที่ใช้ควรจะเป็นกล้อง SLR
ติดเลนส์ตามที่ชอบ
ที่สำคัญกล้องควรจะมีขนาดความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆให้เลือกใช้ อย่างเช่น
1-30 วินาที หรืจะเป็นชัตเตอร์ B จับเวลาเองก็ได้
พร้อมขาตั้งกล้องและสายลั่นไกชัตเตอร์ ฟิล์มที่ใช้ควรใช้ขนาด ISO
ประมาณ 100 จะดีในด้านความคมชัด
รายละเอียดของแกรนภาพและสีที่อิ่มตัว
ขั้นตอน
1. ตั้งกล้องวัดแสง
จัดองค์ประกอบให้พอใจ จากนั้นเปิดรูรับแสงให้กว้างที่สุด
วัดแสงดูว่าได้ความเร็วชัตเตอร์ที่เท่าไหร่ เช่นตั้งขนาดรูรับแสงที่
F4 วัดแสงได้ขนาดความเร็วชัตเตอร์ 1/15 วินาที
2. เลือกขนาดรูรับแสง
เลือกขนาดรูรับแสงให้แคบเล็กลง เช่น F11 หรือ F16
เพื่อให้ได้ความชัดลึกที่สูงขึ้นในการควบคุมภาพถ่าย
ซึ่งค่าแสงจะเปลี่ยนไปจาก F4 ที่วัดได้ อย่างเช่นถ้าเราตั้งที่
F11 จาก F4 ถึง F11 แล้วจะลดไป 3 สต็อป (4, 5.6, 8, 11)
ภาพจะติดอันเดอร์ 3 สต็อป คุณก็ปรับเวลาเพิ่ม 3 สต็อป เช่น จากเดิม
1/15 วินาที เพิ่มเวลา 3 สต็อป = 1/2 วินา(1/15, 1/8, 1/4, 1/2)
เราจะได้ค่าแสงที่พอดีเท่าเดิม
3. ชดเชยแสง ปกติถ้าเราถ่ายภาพไฟกลางคืนนั้น
จะใช้ค่าแสงที่พอดีนี้ได้เลย ไม่ต้องชดเชยแสงก็ได้
ในกรณีที่ถ่ายภาพด้วยสไลด์ แต่ถ้าเราถ่ายภาพด้วยฟิล์มสี (Negative)
ควรเปิดชดเชยให้ Over 1 สต็อป โดยเพิ่มเวลาเช่นจาก 1/2 ในขั้นที่ 2
ใช้เป็น 1 วินาที ในกรณีที่เราต้องการความมั่นใจ เมื่อถ่ายด้วยสไลด์
พี่จักรแนะนำว่าให้ถ่ายเปิด Over เพิ่มอีก 1 สต็อป
คร่อมไว้ก็สามารถทำได้
4. ถ่ายภาพ
แค่นี้เราก็พร้อมที่จะถ่ายภาพไฟกลางคืนได้อย่างสบายใจแล้วว่าได้ภาพแน่ๆ
หลังจากนั้นได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการถ่ายภาพพลุ
เพราะเมื่องานวันแม่ 12
สิงหาที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้วเราก็ได้ไปถ่ายรูปเนื่องในงานวันแม่ส่งงานอาจารย์ที่คณะศิลปกรรมแต่รูปที่ได้ออกมานั้นมันไม่สวยได้ดั่งใจเราเลย
ก็เลยอยากจะรู้เรื่องของวิธีการและเทคนิคต่างๆบ้าง
พี่จักรก็เลยให้คำแนะนำมา
พี่จักบอกว่าสิ่งแรกที่ควรกระทำก่อนวันที่จะถ่ายภาพพลุก็คือ
เราต้องติดต่อหาสถานที่ถ่ายภาพให้ได้ก่อน
เพราะวันที่มีการจุดพลุจะหาตึกที่ขึ้นยากมาก นอกจากใช้เส้นหรือใช้เงิน
สถานที่นั้นควรอยู่เหนือลมและมีฉากหน้าที่สวยงาม
ถ้าเกิดสถานที่อยู่ไกลก็สามารถใช้เลนส์เทเลโฟโต้ได้ ต่อมาคือ
เตรียมอุปกรณ์ออกถ่ายภาพ ที่สำคัญคือ กล้องที่มีชัดเตอร์ B หรือ T
สายกดชัตเตอร์ ขาตั้งกล้อง ไฟฉายขนาดเล็ก
ฟิล์มที่เตรียมเอาไปควรเป็นฟิล์มไวแสงต่ำเพราะว่าจะได้เวลาในการเปิดรับแสงที่พอเหมาะ
ให้ภาพที่คมชัดและมีสีสันอิ่มตัวมากกว่าเมื่อถึงขั้นถ่ายภาพจริงเราอาจจะสับสนว่าจะเปิดรับแสงเป็นเวลานานเท่าไรและจะใช้
f-number เท่าไร
5
ขั้นตอนของพี่จักรในการถ่ายภาพพลุ
1.
วัดแสง
ให้เปิดรูรับแสงกว้างสุด
แล้ววัดแสงว่าได้ความเร็วชัดเตอร์เท่าไหร่
2.
เลือกขนาดรูรับแสง
เมื่อวัดแสงเรียบร้อย
ให้ตั้งรูรับแสงในช่วง f/8 สำหรับฟิล์ม 100 ISO เสร็จแล้วทด
ความเร็วชัตเตอร์ตามรูรับแสงที่เปลี่ยนไป สมมุติว่าเราวัดแสงที่ f/1.4
ได้ความเร็ว 1/4 วินาที ถ้าใช้ f/8 ต้องใช้ความเร็ว 8 วินาที
3.
ชดเชยแสง
ถ้าเราวัดแสงในระบบ Center
Weight ต้องมีการชดเชยแสง เนื่องจากกล้องไปวัด
แสง พื้นที่ส่วนดำเข้ามาด้วย
ถ้าหากเปิดรับแสงตามที่วัดได้จะได้ภาพที่สว่างเกินไป
ต้องชดเชยแสงให้รับแสงน้อยลงประมาณ 1-2 stop
โดยการลดความเร็วชัดเตอร์ลง(จาก 8 วินาที ต้องมาใช้ในช่วง 2-4
วินาที)
4.
ถ่ายภาพ
เมื่อเราตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดรูรับแสงเรียบร้อยให้ถ่ายภาพโดยใช้ค่าการเปิดรับแสงนั้นตลอด
อาจเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ได้บ้างในช่วง +-1 stop ไม่ควร
มากกว่านี้
5.
ล้างฟิล์ม
ในขั้นนี้สามารถแบ่งเป็น
2 กรณีคือ ถ้าถ่ายภาพด้วยสไลด์ ให้เราส่งฟิล์ม 1 ม้วนล้างดูก่อน
ถ้าภาพออกมาสว่างเกินไปให้ประมาณว่าสว่างเกินไปประมาณกี่ stop
และก็สั่ง
ให้ร้านล้างลดความไวแสงในม้วนที่เหลือ
พี่จักรบอกว่าวิธีนี้สามารถแก้ไขภาพที่สว่างหรือมืดเกินไปในช่วง
+-1stop ได้ ในกรณีที่ใช้ฟิล์มเนกาติฟ ให้ล้างอย่างเดียวก่อน
พอฟิล์มออกมาก็ลองสั่งให้ร้านอัดขยายซัก2-3 ภาพ
ดูก่อนว่าภาพที่ออกมาสว่างหรือว่ามืดไปขนาดไหน
สั่งอัดขยายใหม่(จ่ายเงินให้ร้านด้วยนะ) เพื่อที่จะแก้ไข
เมื่อภาพออกมาเป็นที่น่าพอใจแล้วเราค่อยอัดขยายภาพที่เหลือโดยเอาภาพที่พอใจเป็นแม่แบบถึงแม้ว่าการทำอย่างนี้เราจะเสียเวลาอยู่บ้าง
แต่ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและทำ
ให้ได้มีคุณภาพใกล้เคียงกับที่ต้องการมากที่สุดเท่านี้
เราก็จะสามารถถ่ายภาพพลุวันงานต่างๆได้อย่างสบายใจ
ว่าภาพที่ออกมาจะสวยเหมือนอย่างที่เราคิดไว้
แหม….ก็ถ้าได้รู้งี้แต่แรกคงได้คะแนนถ่ายภาพดีกว่านี้แน่ล่ะ
เสียดาย….
ในเรื่องของการรอเวลาเพื่อถ่ายภาพก็สำคัญนะคะ
พี่จักรบอกมาว่า
พวกบรรดาภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆที่มีแสงสีสวยงามนั้น
ช่างภาพก็จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของแสง ทิศทาง
และช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงแสงสี
ช่างภาพที่นิยมการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ส่วนใหญ่
นอกเหนือจากความชำนาญในเรื่องของการใช้อุปกรณ์ต่างๆของการถ่ายภาพและองค์ประกอบภาพแล้วเนี่ย
ต่างก็ต้องพยายามศึกษาในเรื่องธรรมชาติของแสง ซึ่งเรื่องนี้
เราจะได้ยินได้ฟังกันมามาก เกี่ยวกับภาพสีอุ่น (Warm Tone)
ซึ่งจะเป็นภาพที่มีสีออกอมเหลือง อมส้ม แต่ถ้าเป็นภาพออกสีเย็น (Cold
Tone) ภาพจะออกอมสีฟ้า
ถ้าในธรรมชาติของเราภาพของแสงจะแปรเปลี่ยนได้ทั้งสีอุ่นและสีเย็น
นั่นหมายความว่าแสงสามารถที่จะเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่อมเหลืองถึงอมฟ้า
แต่เวลาไหนคุณภาพแสงจะให้สีอะไรจึงเป็นเรื่องที่เราจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการถ่ายภาพ
เรารวบรัดแบบง่ายๆกันได้ว่า
ช่วงเวลาเช้าและเย็นจะเป็นช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงแสงสีให้ได้คุณภาพของสีอุ่น
ซึ่งหมายความว่าเวลาดังกล่าวถ้าเราถ่ายภาพ ภาพที่ได้
จะมีอุณหภูมิเป็นสีอุ่น แต่ถ้าเป็นช่วงเวลากลางวัน
อุณหภูมิสีจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเย็น
ภาพที่ถ่ายช่วงเวลากลางวัน จึงมีโอกาสที่จะอมสีฟ้ามากขึ้น
เมื่อเราต้องการถ่ายภาพให้เกิดสีสันแบบสีอุ่น
ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงสีสันได้มาก เราจึงจำเป็นต้องรอเวลา
ซึ่งอาจก็อาจจะเลือกเวลาในตอนเช้า
หรือจะเป็นเวลาในตอนเย็นที่ยังมีแสงเพียงพอสำหรับการถ่ายภาพ
ซึ่งถ้าหากเราไม่รอเวลาก็จะไม่ได้ภาพที่สวยงามตามที่เราต้องการ
สำหรับวันนี้เนี่ยเราก็อยู่กับเรื่องของการถ่ายภาพอย่างไรให้สวยและก็ได้เทคนิคดีในการถ่ายและเรื่องของการเตรียมอุปกรณ์
เวลาในการถ่ายภาพต่างๆเป็นความรู้ที่เราควรนำกลับมาใช้ในเรื่องของการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก
ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่จักรเป็นอย่างมากเลยค่ะ
ที่สละเวลาเพื่อที่จะมาบอกเทคนิคดีๆอย่างนี้เราได้เก็บนำไปใช้
โอ้….เยอะนะเนี่ยที่พูดน่ะมันเหมือนสั้นกระจุ๊ดเดียว
แต่จดออกมาแล้วมันเยอะมากๆเลย
ประโยชน์ที่ได้ในวันนี้
ได้ความรู้จากพี่จักรเรื่องของการถ่ายภาพแน่นเปี๊ย!