ผมต้องปรบมือให้กับทีมนักกิจกรรมบำบัด ในงานวิจัยเรื่อง
ผลของโปรแกรมบำบัดด้วยช้างไทยในออทิสติก*
นันทณี เสถียรศักดิ์พงศ์, สร้อยสุดา วิทยากร, เมธิศา พงษ์ศักดิ์ศรี, ศศิธร สังข์อู๋, ประสบ ทิพย์ประเสริฐ, มยุรี เพชรอักษร, ไฉทยา ภิระบรรณ์, ดาราณี สาสัตย์
*ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธซิเมนต์ไทยและบริษัท Khem Communications
กระบวนการบำบัดเด็กออทิสติกเป็นศาสตร์ใหม่ ที่หน่วยงานต่างพยายามศึกษาวิจัย และหาวิธีช่วยเหลือเด็กๆ อย่างเต็มที่
สำหรับบุคคลออทิสติก คือบุคคลที่แสดงออกซึ่งกลุ่มอาการออทิซึม โดยกลุ่มอาการออทิซึมเกิดจากความผิดปกติทางสมองและระบบประสาทสัมผัสมาตั้งแต่ก่อน และหรือหลังคลอด จากหลายสาเหตุ ซึ่งกำลังอยู่ในระยะค้นคว้าศึกษาถึงปัจจัยของสาเหตุที่แน่นอน
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางการแพทย์ที่แน่นอนใดๆ ที่จะบ่งชี้ได้ว่าเด็กคนไหนจะเป็นออทิสติกหรือไม่ ข้อที่จะบ่งชี้ได้แต่เพียงประการเดียวก็คือ พฤติกรรมที่ผิดปกติ ที่จะได้มาจากการสังเกตและการซักประวัติ เท่านั้น
หัวใจของการช่วยเหลือเด็กหรือบุคคลออทิสติกนั้น กิจกรรมการเรียนการสอนการฝึกทักษะที่จัดให้เด็กจะต้องมีแผนการสลาย และดัดแปลงพฤติกรรมผิดปกติที่ไม่พึงประสงค์และสร้างเสริม พฤติกรรมแบบคนปกติที่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วยเสมอ จนกระทั่งไม่พบพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือเหลือเป็นพฤติกรรมที่ปกติเท่านั้นในที่สุด
จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าออทิสติกเป็นปัญหาที่พฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรม การเรียนรู้ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงพฤติกรรมทางสังคม
![]() |
ที่ภาควิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ก็ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในการนำพระธิดา และวนาลี ช้างในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาช่วยในกระบวนการบำบัดเด็กออทิสติก
ผลสำเร็จในครั้งนี้ทางภาควิชากิจกรรมบำบัดกำลังเตรียมนำผลการศึกษาวิจัยทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจะนำเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมนานาชาติระดับเอเชียแปซิฟิก APOTC
เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.เทียม ศรีคำจักร หัวหน้าภาควิชากิจกรรมบำบัด มช. กล่าวว่า หลายประเทศกำลังศึกษาค้นคว้าสาเหตุและวิธีการบำบัดช่วยเหลืออย่างมาก เนื่องจากอัตราการเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าวิตกของออทิสติก ในประเทศไทยพบว่า อัตราส่วนการเกิดภาวะออทิสติก 1:1,000 คนในจำนวนดังกล่าว 80-85% เป็นภาระที่ต้องดูแลจากครอบครัวและสังคมไปตลอดชีวิต
ภาควิชากิจกรรมบำบัด มช. ได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าพบว่าช้างเป็นสัตว์ที่แสนรู้ ฉลาด สุภาพ และเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ดังนั้นทางภาควิชาฯ จึงได้สร้างทีมวิจัยจำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้ช้างมาช่วยในกระบวนการบำบัดเด็กออทิสติก ซึ่งผลการดำเนินงานดังกล่าวเป็นที่น่าพอใจ
สำหรับทีมการวิจัยครั้งนี้ จึงได้กำหนดเผยแพร่ผลการวิจัยดังกล่าว ในวันจันทร์ที่ 3 มี.ค. ที่ห้องประชุม ชั้น 12 คณะเทคนิคการแพทย์ มช.
หัวหน้าภาควิชากิจกรรมบำบัดกล่าวอีกว่า เนื่องจากการวิจัยเป็นผลสำเร็จแห่งแรกของโลก ภาควิชาจึงถือโอกาสครั้งนี้จัดเตรียมผลการวิจัยเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 นอกจากนี้ช้าง 2 เชือก ชื่อพระธิดา และวนาลี ซึ่งใช้ในการวิจัยครั้งนี้ยังเป็นช้างในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยา นิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานวิจัยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น และเป็นการแสดงความพร้อมของภาควิชาฯ ในการเป็นเจ้าภาพร่วมการประชุมระดับนานาชาติ Asia Pacific Occupational Therapy Congress (APOTC) ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 โดยสมาคมนักกิจกรรมบำบัดแห่งประเทศไทย

ขอชื่นชมในความสามารถของเหล่าคณะวิจัย และยินดีอย่างยิ่งที่กิจกรรมบำบัดจะได้เป็นที่รู้จักของคนในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น
ขอบคุณครับคุณไม่แสดงตน
อ.ป๊อบ สวัสดีค่ะ พอดีว่าค้นหาข้อมูลเรื่องช้างบำบัดอยู่ แล้วก็มาเจอหัวข้อนี้พอดี อยากได้ข้อมูลที่อธิบายเกี่ยวกับช้างบำบัดจะหาได้จากที่ไหนคะ กรุณาแนะนำให้ด้วย พอดีว่าจะเอาไปใช้ในการอ้างอิงวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับเด็กออทิสติก ขอบคุณมากค่ะอ.ป๊อบ
แนะนำให้คุณ otnok ติดต่อทีมนักวิจัยภาควิชากิจกรรมบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ ม.เชียงใหม่ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.elephanttherapy.org หรือ www.tetp.org
ขอบคุณมากค่ะ อ.ป๊อบ