ข้าวต้มเบาหวาน หลายๆที่คงจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการจัดให้มีบริการอาหารเช้าสำหรับผู้เป็นเบาหวานในวันที่มารับบริการที่คลินิคเบาหวาน แต่สำหรับเรากว่าจะมีวันนี้ได้ก็ใช้เวลานานพอดู เนื่องจากมีอุปสรรคหลายด้าน เช่น ไม่มีผู้รับผิดชอบจัดการให้ สถานที่ไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากอยู่รวมกับผู้รับบริการตรวจโรคทั่วไป และผู้รับผิดชอบงานเองไม่สามารถรับผิดชอบภาระไหว ลำพังดูแลคัดกรองให้ผู้รับบริการได้ตรวจเลือดแต่เช้า ได้ตรวจกับแพทย์และรับยาก่อนเที่ยงก็เหนื่อยแล้ว
เราเคยจัดบริการอาหารเช้าสำหรับผู้เป็นเบาหวานที่มารับบริการที่คลินิคเบาหวานมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 48 และได้หยุดไปเพราะคนรับทำเขาบอกเลิกทำ จะไปทำอย่างอื่น ซึ่งเราทราบเหตุผลลึกๆคือไม่คุ้มค่าแรงและเราเองก็รู้สึกว่าทำไม่ไหวเพราะต้องดูแลหลายทาง ตอนหลังเรามีสถานที่เฉพาะสำหรับคลินิค เบาหวาน มีบุคลากรมาช่วยงานเพิ่มแต่ก็ยังไม่ได้จัดบริการอาหารเช้าสำหรับผู้รับบริการคลินิคเบาหวานเนื่องจากยังรู้สึกว่าทำงานไม่ทัน ในปี2550เราพยายามหารูปแบบในการให้ความรู้แก่ผู้รับบริการคลินิกเบาหวานให้ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย ยา ความรู้เรื่องโรคและโรคแทรกซ้อน แต่ก็ทำได้ไม่ต่อเนื่องและไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งๆที่เรามีทีมสหสาขาวิชาชีพ ปัญหาใหญ่ของเราคือการจัดกลุ่มผู้ป่วยไม่ได้ เริ่มให้บริการตั้งแต่ 7.00น. คัดกรองและตรวจเลือดเสร็จก็ถึงเวลาแพทย์ออกตรวจพอดี เคยจัดตารางให้ทีมสหสาขามาสอนให้ความรู้แก่ผู้รับบริการในช่วงเวลา9.00-9.30น.แต่พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะผู้รับบริการบางส่วนยังไม่ได้เจาะเลือด บางส่วนเจาะเลือดแล้วไปทานข้าวยังไม่กลับมา และบางส่วนยังซักประวัติไม่เสร็จ วันไหนเตรียมผู้รับบริการทันก็ได้สอนให้ความรู้ วันไหนเตรียมไม่ทันก็ไม่ได้สอน ส่วนใหญ่จะเตรียมไม่ทันเสียมากกว่าจึงเกิดความไม่ต่อเนื่อง
จนเมื่อปลายปี 50 ทีมก็เอาเรื่องบริการอาหารเช้าสำหรับผู้รับบริการเบาหวานมาเป็นประเด็นอีกครั้ง และครั้งนี้งานโภชนาการรับอาสาจัดทำให้ โดยคลินิคเบาหวานเขียนโครงการหางบประมาณมาให้ เราจึงเกิดโครงการอาหารเช้าสำหรับผู้รับบริการเบาหวานอีกครั้ง ซึ่งรายการอาหารก็คือ "ข้าวต้ม" นั่นเอง และครั้งนี้เราเริ่มมองเห็นทางสว่าง เพราะนอกจากเราจะสามารถลดความยุ่งยากในการหาอาหารรับประทานของผู้รับบริการเบาหวานแล้ว ยังสามารถจัดให้ผู้รับบริการเบาหวานได้รับการเข้ากลุ่มเรียนรู้ดูแลตนเองได้ตามเวลาที่กำหนด ( 08.45-09.30น.โดยประมาณ)และหลังเข้ากลุ่มแล้วสามารถกลับมารอพบแพทย์ตรวจตามเวลาเดิมได้ หลังเริ่มโครงการไปประมาณ 3 สัปดาห์ จากการสังเกตด้วยตัวเองพบว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ผู้รับบริการHappyและผู้ให้บริการก็Happyด้วย
แต่ก่อนขั้นตอนการให้บริการเราจะซักประวัติคัดกรอง ส่งเจาะเลือด ให้ผู้ป่วยไปทานอาหารและกลับมารอพบแพทย์ซึ่งเราพบว่ากว่าจะซักประวัติและส่งเจาะเลือดเสร็จก็เกือบ 9.00น.ผู้รับบริการก็ยังได้ทานอาหารเช้าช้าอยู่ดี เราจึงได้คุยกับแผนกชันสูตร(LAB)และปรับเปลียนเป็น หลังค้นบัตรเสร็จส่งเจาะเลือดเลยและให้ไปทานอาหารเช้าเสร็จแล้วกลับมาซักประวัติคัดกรองก่อนส่งไปเข้ากลุ่มให้ความรูและกลับมารอพบแพทย์ตรวจ วิธีนี้ทำให้ผู้รับบริการได้เจาะเลือดและทานข้าวเร็วขึ้น เมื่อมาซักประวัติก็ไม่เกิดความหงุดหงิดมีความพร้อมที่จะเข้ากลุ่มHEมากขึ้น
ข้าวต้มเบาหวาน
นั่งทานข้าวต้มหน้าห้องคลินิคเบาหวาน
กลุ่มเรียนรู้เรื่องอาหาร(คนไม่กินหวาน)
เรียนรู้เรื่องอาหาร
ออกกำลังกายลดความหวาน
รู้เรื่องยาเบาหวาน
สิ่งที่เราอยากพัฒนาต่อคือรูปแบบการเข้ากลุ่มเรียนรู้ดูแลตนเองของผู้รับบริการว่าทำอย่างไรรูปแบบของกลุ่มให้ความรู้ จะสามารถทำให้ผู้รับบริการเกิดการปรับเปลียนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับโรคที่เป็นได้ดีที่สุด ข้อนี้อยากขอคำแนะนำจากชาวG2Kด้วยนะคะ และอีกอย่างอยากรู้ว่ามีวิธีหางบประมาณสำหรับโครงการอาหารเช้าผู้รับบริการเบาหวานโดยไม่ต้องขอจากทางโรงพยาบาลวิธีอื่นบ้างไหม
ทำไม บันทึกแยกกันละคะเนี่ย น่าจะรวมกันได้นะคะ
อยากบอกว่า น้องกุ๊กเขียนเล่าเรื่องได้ดี ทำให้เห็นถึงการเรียนรู้และปรับปรุงงาน
ยินดีและชื่นชมค่ะ
สวัสดีค่ะ pa daeng
ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ กุ๊กกำลังหาวิธีไม่ให้มันแยกกันค่ะ
แนะนำด้วยนะคะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากคุณหมอเจ๊ค่ะ