สัปดาห์ที่แล้วลาพักร้อนเพื่อที่จะจัดการกับงานวิจัยที่ยังต้องวางแผน set งานเพื่อจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีผู้ช่วยวิจัยมาดูแล ลงแรงทำให้เรา เคยคิดว่าจะสามารถหาเวลาทำไปทีละเล็กละน้อยก็พบว่าเป็นไปได้ยากมาก เพราะมีงานหลายๆส่วนที่ต้องการการวิเคราะห์ การออกแบบในรายละเอียด ซึ่งจริงๆก็ยังคงทำไม่ได้เท่าที่ต้องการเนื่องจากมีงานจรพิเศษอื่นๆเข้ามาตามปกติ นอกจากนั้นเช้าวันศุกร์ก็ยังมีเวรเช้าตรู่ที่หาแลกกับใครได้ยาก (สงสารสมาชิกที่มีกันอยู่ 4-5 คนเท่านั้นในเวรนี้น่ะค่ะ ใครรอดไปก็แสนจะดีใจ) ทำให้ต้องเข้ามาที่แล็บจับทำงานที่คุ้นเคย ได้ทราบว่ามีคนขาดทุกวัน ทำให้คนทำงานหัวปั่นกันเป็นยิ่งนัก และปริมาณงานก็มากมายเป็นปกติไปเสียแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมายอดปริมาณแล็บนั้นเกิน 20,000 รายไปเรียบร้อยแล้ว (ทั้งๆที่มีแค่ 29 วัน)
ทำให้เห็นชัดเจนเลยว่า แม้เราเองจะใช้เวลาส่วนมากอยู่ที่ห้องแล็บ เพียงแต่ทำงานคิด เขียนไม่ได้เข้ามาทำงาน routine เท่านั้น เรายังดูไม่ออก ไม่ได้รับรู้เลยว่าคนที่ทำงานนั้นรับงานหนักกันอยู่ เพราะภาพที่เห็นเมื่อเป็นคนนอกนั้นคือ ทุกคนก็ง่วนกับงานของตัวแต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส เฮฮา พูดคุย ส่งเสียงตามแล็บกันต่อๆไป ไม่มีบรรยากาศของความเคร่งเครียดแต่อย่างใด
ต่างกันลิบลับกับความรู้สึกขณะที่เป็นคนรับผิดชอบงานที่ไหลทะลักเข้ามาไม่ขาดสาย จัดการตามขั้นตอนในงานตัวเอง แล้วก็คอยดูคนที่ทำในส่วนก่อนหน้าเรา กับต่อจากเราเวลาที่มีการล่าช้า เพราะบางทีก็ต้องเข้าไปช่วยกันในบางจุด เพื่อให้งานไหลเวียนไม่ขาดตอน โดยเฉพาะการลงทะเบียน เพราะหากไม่มีใบสั่งตรวจ ทุกจุดก็ไม่สามารถจะทำงานต่อได้
ไม่น่าแปลกใจที่หากเราก้มหน้าก้มตาทำงานที่ทำอยู่อย่างเกินกำลัง งานออกมาถูกต้องครบถ้วน ในเวลาที่พอสมควร ก็จะไม่มีใครมาเข้าใจได้เลยว่า เรี่ยวแรงที่ลงไปนั้นเกินกำลังไปแล้ว คนที่ดูอยู่ภายนอกก็บอกได้แต่เพียงว่า ก็เห็นยังทำกันได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรนี่นา ในขณะที่คนทำงานก็ทำด้วยความรักที่จะให้งานดี แต่ความเหนื่อยที่เกิดขึ้นก็คงเหมือนเส้นใยบางๆที่หากมีอะไรสะกิดใจ แม้เพียงเล็กน้อย เช่น การขอลาหยุดแล้วโดนเบรคด้วยคำพูดที่ไม่แสดงความเข้าใจ ก็ทำให้หมดแรงกำลังกันไปได้เลยทีเดียวอย่างที่เคยได้พบเห็นกันไปบ้างแล้วในหมู่พวกเรา
เขียนไปตามความคิดที่เกิด เมื่อกลับมาทำงานอีกรอบ รู้สึกตัวเหมือนกันว่า แรงกายชักจะร่อยหรอแม้ใจจะสู้นะคะ คิดว่าการใช้หัวนี่ สบายกว่าการใช้แรงเยอะเลย แต่การใช้แต่หัวแล้วไม่ได้ลงแรงก็ไม่สนุกอีกเหมือนกันนะคะ
ตามมาให้กำลังใจคนทำงานนะค่ะ
- บางครั้งเราก็เหนื่อยหน่ายกับงาน เพราะเราได้ลงแรงลงใจกับงาน คนที่รู้คือ เรา
- การพักบ้างก็จะดี เพราะสายใยใจอาจขาดได้ กลับมาสู้ใหม่ เพราะเป็นงานที่เรารักจริงไหมค่ะ อาจารย์
เป็นกำลังใจค่ะ
ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ คุณเพชรน้อย พวกเราที่แล็บก็จะเข้าใจกันอย่างนี้แหละค่ะ ทำให้ทุกคนที่ต้องรับโหลดงานเวลาเพื่อนลา ก็จะยินดีทำอย่างเต็มที่แทนกัน เพราะถึงเวลาของเรา เราก็ลาได้อย่างสบายใจ แม้จะสงสารเพื่อนๆที่อยู่รับงาน แต่เราก็ลาเท่าที่จำเป็นจริงๆกันทั้งนั้นค่ะ บอกได้เลยว่าเป็นหน่วยงานที่น่าภูมิใจมากๆค่ะที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในนี้ เห็นความทุ่มเทที่ทุกคนมีให้กับงาน ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็นสักเท่าไหร่นอกจากพวกเรากันเองแล้ว แม้จะเหนื่อยก็ไม่อยากทิ้งไปไหนเลยค่ะ รู้ว่าพวกเรากันเองนี่แหละที่เป็นกำลังใจให้แก่กันได้เป็นอย่างดีมากๆค่ะ
แวะมาให้กำลังใจเช่นกันค่ะ
เข้าใจเลย..เรื่องงานเกินกำลังเนี่ย
เมื่องานเกินกำลัง.. แม้จะหนักและยุ่งแค่ไหน ก็ต้องทำให้สำเร็จ และทันเวลา
หากเกิดผิดพลาด งานล่าช้า..สิ่งที่โดนคือการถูกตำหนิ หรือถูกมองว่า human error เพราะเทคนิค เพราะความประมาท ไม่รอบคอบ แต่ไม่เคยมีการมองว่า เพราะงานเกินกำลัง คนอ่อนล้าแล้ว
แต่ถ้าหากทำทัน ทำสำเร็จ.. ทุกอย่างก็เสมอตัว ก็จะถูกมองว่า ก็ยังทำกันได้ แสดงว่าแค่นี้เพียงพอ..จากนั้นอาจจะนำไปสู่ขบวนการคิด กำจัด waste ลดคน ลดต้นทุน..ฯลฯ
แหะๆๆ.. ช่วงนี้รู้สึกตัวว่ามีสองวิญญาณในร่างคือ คือเทพ และมาร เทพพยายามคิดในสิ่งดีๆ จะได้สบายใจ แต่ช่วงหลังพลังมารยิ่งมา ยิ่งมีพลังอำนาจสูงขึ้นเรื่อยๆ พยายามหาทางฝึกพลังเทพ ขจัดพลังมารค่ะ แต่ช่วงนี้อุปสรรคมาก มารผจญเหลือเกิน สงสัยต้องหาคัมภีร์เพิ่ม 5555
อาจจะพิมพ์อะไรไร้สาระมาเยอะ ขอโทษล่วงหน้าค่ะ ... คิดถึงยามดึกจึงแวะเข้ามาทักทาย ^__^