ประเภทเครื่องดีด 
หมายถึงเครื่องดนตรีประเภทที่มีสาย  ตั้งแต่สายเดียวจนถึง 7 สาย  เกิดเสียงได้โดยการดีดด้วยมือข้างหนึ่ง และมืออีกข้างหนึ่งกดสายตามเสียงที่ต้องการ  ลักษณะของเครื่องดนตรีประเภทนี้ประกอบด้วยส่วนที่เป็นกระพุ้ง  บางทีก็เรียกว่า " กะโหลก "  เพื่อสำหรับทำให้เสียงที่ดีดดังก้องกังวาน   มีคันทวน  ลูกบิด  สะพานหนู หรือนม  เป็นส่วนประกอบที่ทำให้เกิดเสียง  แต่เดิมเครื่องดนตรีที่มีสายใช้ดีด เราเรียกตามบาลีและ สันสฤกษว่า " พีณ " ต่อมาบัญญัตชื่อเรียกใหม่ตามรูปร่าง  ตามวัสดุ หรือตามภาษาของชาตินั้นๆ เช่น  กระจับปี่ พิณน้ำเต้า  พิณเพี๊ยะ และจะเข้  เป็นต้น  เครื่องดีดที่ไทยเรานิยมนำมาเล่นมีดังนี้

            1.  พิณน้ำเต้า
            2.  พิณเพี๊ยะ
            3.  กระจับปี่
            4.  จะเข้
            5.  ซึง  ( เหนือ )
            6. พิณ ( อิสาน )

พิณน้ำเต้า  เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดที่มีสายเดียว  พิณชนิดนี้เข้าใจว่าชาวอินเดียนำมาแพร่หลายอยู่ในดินแดนแหลมอินโดจีนก่อน  แล้วขอมโบราณหรือเขมร  รับช่วงไว้ก่อนที่ชาวไทยจะอพยบลงมาถึง  ที่เรียกพิณน้ำเต้าก็เพราะนำผลเปลือกน้ำเต้ามาทำเป็นกระพุ้ง  ส่วนประกอบของพิณน้ำเต้ามีดังนี้

กะโหลก  ทำด้วยผลเปลือกน้ำเต้า  ตัดครึ่งลูก  โดยเอาจุกหรือทางขั้วไว้  เจาะตรึงติดกับไม้คันพิณ  ซึ่งเรียกว่า " คันทวน "
คันทวน  ทำด้วยไม้  เหลาให้มีลักษณะกลมเรียวยาว  หัวใหญ่ปลายโค้งงอ  ยอดสุดกลึงเป็นรูปเม็ด  สำหรับผูกสาย  ส่วนตอนหัวกลึงเป็นรูปเม็ด แต่ใหญ่กว่าตอนยอด เพื่อสวยงาม
ลูกบิด  ทำด้วยไม้  กลมเรียวเล็ก  ตอนหัวกลึงเป็นเม็ดประกอบลูกแก้ว 
ตอนปลายเรียวเล็ก เพื่อสอดใส่เข้าไปในคันทวน  และให้ปลายโผล่เพื่อพันผูกสาย
รัดอก  ทำด้วยเชือก  สำหรับโยงมัดสายกับคนทวนเหนือขั้วผลน้ำเต้า  สูง
พอประมาณเพื่อให้สายตึงได้เสียงที่ไพเราะ
สาย  แต่เดิมใช้เส้นหวาย  ต่อมาใช้สายไหม  ปัจจุบันใช้สายทองเหลือง  โดยพันผูกจากปลายลูกบิดไปยังปลายคันทวนที่โค้งงอ
            หลักการดีด
            ผู้ดีดไม่สวมเสื้อ  ใช้มือซ้ายจับคันทวน  ให้กะโหลกพิณประกบแนบชิดติดเนื้อตรงอกเบื้องซ้ายของผู้เล่น  ใช้มือขวาดีดสาย  ขณะดีดจะขยับกะโหลกน้ำเต้า  เปิด-ปิดอยู่ตรงทรวงอก  เพื่อให้เสียงสั่นระริก 
  
 
 
พิณเพี๊ยะ หรือบางทีเรียกว่า พิณเปี๊ยะ หรือเปี๊ยะอย่างเดียว  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดที่เก่าแก่ของชาวลานนา ( เหนือ )  มีสายตั้งแต่ 2 สาย ถึง 7 สาย  เดิมใช้เป็นเครื่องดีดสำหรับแอ่วสาว  นิยมดีดเพลงที่มีทำนองช้าๆ เช่น เพลงปราสาทไหว  มีส่วนประกอบดังนี้

กะโหลก  ทำจากผลกะโหลกมะพร้าวแห้ง  ตัดครึ่งลูก ขัดเกลาให้บาง  ผูกติดกับคันเพี๊ยะ  โดยมีไม้กลึงท่อนเล็กๆเจาะรูร้อยเชือก  เชื่อมระหว่างกะลาตอนบนกับคันเพี๊ยะ
คันเพี๊ยะ  หรือคันทวน  ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง  เหลากลมเรียวยาว  ตอนปลายทำด้วยโลหะเป็นรูปนกหัสดีลิง เพื่อพันผูกสาย  ตอนโคนใหญ่เจาะรู ๒ รู เพื่อสอดใส่ลูกบิด
ลูกบิด  ทำด้วยไม้  หัวเรียวใหญ่  ปลายเล็กเพื่อสอดใส่ในรูคันเพี๊ยะ
สาย  ทำด้วยสายป่าน ต่อมาใช้สายลวด หรือสายทองเหลืองโดยโยงจากปีกนกหัสดีลิงไปพันผูกที่ลูกบิด
รัดอก  ทำด้วยเชือก  โดยรัดสายเพี๊ยะให้ติดกับคันทวน  ซึ่งใช้เชือกเส้นเดียวกันกับเชือกที่ผูกกะลาที่ติดกับคันเพี๊ยะนั่งเอง
            หลักการดีดเพี๊ยะ
            ผู้ดีดจะยืน  ไม่สวมเสื้อ  มือซ้ายจับคันเพี๊ยะ  หงายมือให้คันเพี๊ยะอยู่ระหว่าง
นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้  ให้กธโหลกของเพี๊ยะปิดเนื้อทรวงอกพอดี  เวลาดีดจะเปิดกะลากับทรวงอกให้เสียงดังกังวาน  มือขวาดีดโดยการคว่ำมือ ให้คันเพี๊ยะอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้  เวลาดีดใช้นิ้วนาง กลาง และก้อย

            วิธีดีดพิณ
            1.  เสียงป็อก    คือการดีดที่ใช้นิ้วนางดีดสาย  เรียงลำดับ 3 จุด
            2.  เสียงใหล  คือการเลื่อนใหลมือในขณะดีด
            3.  เสียงจก  คือการดีดที่ใช้นิ้วก้อยของมือขวา 
           
 
กระจับปี่ เป็นเครื่องดนตรีที่มีสาย ที่ใช้ดีดอีกประเภทหนึ่ง        ซึ่งแต่เดิมคงใช้ดีดเล่นเป็นสามัญ  เช่นเดียวกับพิณเพี๊ยะและเครื่องดนตรีอื่นๆ ในกฏมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงกระจับปี่ไว้ตอนหนึ่งว่า   " ร้องเพลงเรือ  เป่าปี่  เป่าขลุ่ย  สีซอ  ดีดจะเข้  กระจับปี่  ตีโทนทับโห่ร้องนี่นั่น" ต่อมาพบว่านำไปดีดร่วมกับวงขับไม้เรียกชื่อวงภายหลังว่า " วงมโหรีเครื่องสี่และวงมโหรีเครื่องหก "
                ต่อมาเมื่อวงมโหรีได้ขยายวงโดยให้มีเครื่องดนตรีผสมในวงมากขึ้น  กระจับปี่ซึ่งมีเสียงเบาจึงถูกกลบเสียงจนไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง    กระจับปี่จึงเริ่มขาดหายไปจากวงการดนตรี
                ในปัจจุบันกรมศิลปากรได้สร้างระบำชุดโบราณคดี 5 สมัยขึ้น    พบว่ากระจับปี่เป็นเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นๆ      จึงได้นำมาร่วมบรรเลงผสมกับดนตรีชิ้นอื่นๆโดยเฉพาะในชุด   " ระบำศรีวิชัยและชุด ระบำลพบุรี " ตามแนวคิดของนายธนิต  อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรโดยมีอาจารย์มนตรี  ตราโมท      เป็นผู้แต่งทำนองเพลงกระจับปี่จึงยังไม่หายไปจากวงกรดนตรีของไทย      ส่วนประกอบของกระจับปี่มีดังนี้

 ตัวกะโหลก  ทำด้วยไม้แผ่นบางๆมีลักษณะ แบนกลมรีคล้ายกีต้าฝรั่ง  ภายในเป็นโพรง   ไม้แผ่นหน้า ตรงกลาง  เจาะรูเป็นวงกลม     เพื่อระบายเสียง   ส่วนด้านหลัง
มีแผ่นไม้บางๆปิดตลอด                                             
คันทวน   ทำด้วยไม้ท่อน  ยาวเรียวต่อจากกะโหลก  ด้านหลังมน  ด้านหน้าแบน  เพื่อติดนม  ตอนปลายทำให้แบนและบานปลายแบะผายออกไป   ก่อนถึงปลาย
คันทวน  เจาะรู 4 รู เพื่อสอดใส่ลูกบิดข้างละ 2 อัน                
รางลูกบิด  ทำด้วยไม้  เป็นรูปยาว     หัวโค้ง  ปลายตัดตรงติดกับซุ้มหย่อง  ตอนกลางเป็นร่องโปร่ง  เพื่อให้สายผ่านไปยังลูกบิด
ลูกบิด  ทำด้วยไม้  ลักษณะเรียวยาว   กลึง หัวเป็นลูกแก้วประดับเม็ดเจาะรูตอนปลาย  เพื่อสอดใส่ที่ปลายคันทวน  ด้านละ 2 ลูก                                       
ซุ้มหย่อง  ทำด้วยไม้ลักษณะด้านล่างเป็นขา 2 ขา   ด้านบนเป็นทรงแหลมตอนกลางโปร่งบากเป็นช่องเล็กๆ 4 ช่อง  เพื่อรับสายทั้ง 4 เส้นไม่ให้ชิดติดกัน  ตัวซุ้มติดอยู่บริเวณปลายคันทวนต่อจากรางลูกบิด
นม  ทำด้วยไม้เล็กๆ  ติดนูนขึ้นมาบริเวณกลางคันทวนเรียงตามลำดับ 11 นม
หย่อง  ทำด้วยไม้ไผ่เล็กๆ ติดอยู่ที่หน้ากะโหลก  ก่อนถึงรูระบายเสียง  สำหรับหนุนสายให้ลอยตัว เหนือนมทั้ง 11 อัน   
หลักผูกสายทำด้วยโลหะเป็นแผ่นยึดติด     ที่หน้ากะโหลกด้านล่างมีรูสำหรับผูกสายทั้ง 4 เส้น
สาย   ทำด้วยสายไหม มี 4 เส้นโดยผูกจากหลัก ขึงเป็นคู่ผ่านหย่อง  นม  ซุ้มหย่อง และรังลูกบิดไปยังพันผูกที่ปลายลูกบิด                                   
ไม้ดีด  ทำด้วยแผ่นไม้บางๆเช่นเดียวกับปิ๊คที่ดีดกีต้า  กระจับปี่บางตัวประดิษฐ์ให้สวยงามขึ้นโดยปลายคันทวนด้านหน้าที่ผายแบะออกจะแกะเป็นลวดลาย นอกจากนั้นที่รูระบายและไม้แผ่นหน้าโดยรอบอย่างสวยงาม  
หลักการดีดกระจับปี่
                ผู้ชายจะนั่งท่าขัดสมาธิ  ผู้หญิงนั่งในท่าพับเพียบ  ให้กะโหลกวางอยู่บนหน้าตักหรือหน้าขา  ใช้มือขวาจับไม้ดีด  ซึ่งทำด้วยไม้แผ่นบางๆดีดปัดสายเข้า-ออก  ในขณะเดียวกัน ก็ใช้นิ้วมือซ้ายกดที่           สายแนบกับนม  เพื่อให้เสียงสูง-ต่ำตามที่ต้องการ  
       
 
 จะเข้   เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดอีกอย่างหนึ่งที่มีสาย 3 สาย     ใน
กฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้น ได้ระบุว่าจะเข้มีเล่นมาแล้วแต่ยังมิได้ผสมเป็นวงคงต่างคนต่างเล่นเล่น  ดังกฏมณเฑียรบาลที่ว่า " ร้อง(เพลง)เรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่  ตีโทนทับขับรำโห่ร้องนี่นัน "

            สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงประธานอธิบายถึงกำเนิดวงเครื่องสายไว้ว่า  " ผู้ชายบางพวกซึ่งหัดเล่นเครื่องสายอย่างจีน   จึงคิดกันเอา ซอด้วง ซออู้  จะเข้กับปี่อ้อ    เข้าเล่นผสมกับเครื่องกลองแขกเครื่องผสมอย่างนี้เรียกกันว่า "  กลองแขกเข้าเครื่องใหญ่ " ซึ่งภายหลังเราเรียกการผสมวงแบบนี้ว่า " เครื่องสายปี่ชวา "  แล้วทรงกำหนดเวลาไว้ว่า " เห็นจะเกิดขึ้นในตอนปลายรัชกาลที่ 4 ด้วยเมื่อต้นรัชกาลที่ 5 ยังถือกันว่าเป็นของเกิดใหม่ "  และทรงประธานต่อไปอีกว่า " ครั้นต่อมาเอากลองแขกกับปี่อ้อออกเสียใช้ทับกับรัมนาและขลุ่ยแทนเรียกว่า" มโหรีเครื่องสาย "      บางวงก็เติมระนาดและฆ้องเข้าด้วยจึงเกิดมโหรีเครื่องสายผู้ชายเล่นแทนผู้หญิงอย่างเดิม  สืบกันมาจนทุกวันนี้ ที่ผู้หญิงหัดเล่นก็มีแต่น้อยกว่าผู้ชายเล่น  แต่การเล่นมโหรีเครื่องสายในชั้นหลังดูไม่มีกำหนดจำนวนเครื่องเล่น เช่น ซอด้วงและซออู้ เป็นต้น แล้วแต่จะมีคนสมัคร เข้าเล่นเท่าใดก็เข้าเล่นได้มาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้  บางวงก็แก้ไขเอาซอด้วง  ซออู้ออกเสีย   ใช้ขิมและฮาโมเนียฝรั่งเข้าผสมแทน จากหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลและคำอธิบายของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทำให้เห็นว่าจะเข้มีเล่นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย  โดยเล่นเป็นอิสระ  ต่อมาในรัชกาลที่ 5  จึงรวมเล่นเป็นวงเรียกว่า " วงมโหรีเครื่องสาย "   เข้าใจว่าเมื่อมีการจัดรูปแบบการผสมวงดนตรีไทยขึ้นใหม่      โดยแยกเครื่องสายและเครื่องตีประเภททำทำนองออกจากกัน  จึงได้วงขึ้นมาใหม่อีก 2 วงคือ " วงเครื่องสาย  , วงปี่พาทย์ " และยังได้เพิ่มขึ้นมาอีกวงหนึ่ง  คือวงมโหรี (วงเครื่องสายผสมกับวงปี่พาทย์ แต่ย่อขนาดเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ให้เล็กลง อันเป็นแบบแผนของวงดนตรีไทยมาจนถึงทุกวันนี้  ดังนั้นจะเข้จึงผสมอยู่ในวงเครื่องสายและวงมโหรี  ซึ่งใช้บรรเลงร่วมกับขับร้องในงานมลคลต่างๆโดยเฉพาะเฉพาะในงานมงคลสมรส   ส่วนประกอบของจะเข้มี ดังนี้

ลำตัว  ทำด้วยไม้ท่อนขุดแต่งให้เป็นโพรงภายใน   มีลักษณะคล้ายจะเข้  คือตอนหัวใหญ่  ทำเป็นกระพุ้ง  ตอนกลางและตอนปลายยาว   มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม   ด้านล่างมีไม้กระดานแปะเป็นพื้นท้อง  ยาวโดยตลอด  ตอนกลางเจาะรูระบายเป็นช่องๆตอนหัวและตอนท้าย  จะใช้ไม้กลึงเป็นเท้า รองรับลำตัวตอนหัว 4 เท้า  และตอนท้าย 1 เท้า   ตรงกลางลำตัวของ   จะเข้ตั้งแต่หัวจรดปลายประกอบไปด้วย                                       
รางรับนม     จะบากเป็นร่องยาวตั้งแต่หัวจรดหางใกล้กับรังไหม  เพื่อความสวยงาม   ทางหัวทำเป็นทรงแหลม  ตอนท้ายตัดตรง
หลักผูกสาย    ทำด้วยโลหะกลมเล็ก  สำหรับพันผูกสายทั้งสามไปยังลูกบิด
โต๊ะ   ทำด้วยโลหะ  แบนเหมือนกล่อง   ภายในโปร่งเพื่อหนุนสาย
แหน   ทำด้วยไม้ไผ่เล็กๆวางอยู่บนโต๊ะ     เพื่อให้เสียงดังไพเราะในลักษณะของเสียงจะเข้
นม   ทำด้วยไม้ไผ่  มีขาทั้งสอง  เพื่อติดตั้งยึดกับรางรับนม  ลดหลั่นเรียงเป็นลำดับ   ไว้สำหรับรองรับนิ้ว  เมื่อกดสายจะเกิดเสียงดังเป็นเสียงต่างๆ   จะเข้ตัวหนึ่งจะมี 11 นมๆหนึ่ง จะมีเสียงหนึ่ง   ซึ่งเรียงลดหลั่นเป็นลำดับ   
ซุ้มหย่อง  ทำด้วยไม้      มีลักษณะคล้ายซุ้มประตู  เจาะกลางโปร่ง   ขยักหรือบากเป็นร่องรับสายทั้งสามให้อยู่ในตำแหน่ง โดยสายทั้ง 3 เส้นจะไม่ชิดติดกัน
รังไหม  ทำด้วยไม้  เป็นรูปยาวหัวท้ายโค้ง     กลางเป็นร่องโปร่ง     เพื่อให้สายผ่านลงไปยังลูกบิด
ลูกบิด  ทำด้วยไม้  กลึงตอนหัวกลมใหญ่ยาวพอให้มือจับได้พอดี   ตอนปลายเรียวเล็ก  สำหรับสอดใส่เข้าไปในรูที่เจาะ  ให้ปลายโผล่ที่รังไหม เพื่อพันผูกสาย  มี 3 ลูกๆหนึ่งอยู่ด้านใน   อีก 2 ลูก  อยู่            ด้านนอก
สายจะเข้  ทำด้วยสายไหม 2 สาย     และสายลวด 1 สาย  โดยผูกจากหลักที่หัวจะเข้ขึงผ่านโต๊ะ  นม  ซุ้มหย่อง   ลงไปในรังไหมพันผูกที่ปลายลูกบิดทั้งสาม  เพื่อเร่งสายให้ตึงหรือหย่อนตามที่ต้องการ                     

             จะเข้บางตัวได้ประดิษฐ์ขึ้นให้สวยงามโดยประดับงาหรือประกอบมุข  ฝังเป็นลวดลายหรือทำด้วยงาทั้งแท่ง เช่นลูกบิด เท้า  ซุ้มหย่อง เป็นต้น                               
             เวลาดีดจะใช้ไม้ดีดซึ่งทำด้วยไม้กระดูกหรืองาช้างซึ่งเหลาให้กลมเรียวแหลม
หัวผูกด้วยด้ายไหมสำหรับพันกับนิ้วของมือขวาด้วยหลักและวิธีการพันไม้ดีดโดยเฉพาะ

            วิธีดีดจะเข้
            1. ดีดไม้ออกไม้เข้า                                                     
            2. ดีดเรียงเสียงขึ้นลง                                                  
            3. ดีดเสียงทิงนอย                                                       
            4. ดีดเก็บคือการดีดให้มีพยางค์ถี่ๆโดยตลอด             
            5. ดีดรัวคือการดีดที่มีพยางค์ถี่ๆและเร็ว                    
            6. ดีดรูดสายลวดคือการใช้นิ้วรูดผ่านมหลาย  นมด้วยความเร็ว
            7.ดีดสะบัดคือการดีดแทรกพยางค์เสียงให้เร็ว  ซึ่งมีทั้งสะบัดเสียงเดียวสะบัดสองเสียงและสะบัดสามเสียง              
 
  
 ซึง  เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดอีกชนิดหนึ่งที่มี 4 สาย   นิยมบรรเลง
เล่นกันอย่างแพร่หลายในภาคเหนือซึ่งเดิมใช้เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวของผู้ชาย สำหรับไปแอ่วสาว  เช่นเดียวกับพิณเพี๊ยะ    ต่อมาได้นำมาผสมวงร่วมบรรเลงกับสะล้อซอและปี่จุมเรียกวงนี้ว่า " ดนตรีพื้นเมืองเหนือหรือวงล้านนา " สามารถบรรเลงเพลงของชาวล้านนาได้อย่างไพเราะ    ซึง  มีรูปร่างบางอย่างคล้ายคลึงกับกระจับปี่  แต่เล็กกว่า    มีส่วนประกอบดังนี้

กะโหลก   ทำด้วยไม้แก่นเนื้อแข็งชิ้นเดียว ติดต่อกับคันทวนมีลักษณะแบนเป็นทรงรี    ขุดคว้านตอนที่เป็นกะโหลกให้เป็นโพรงมีไม้แผ่นบาง     ตรงกลางเจาะรูกว้างพอประมาณ  เพื่อระบายเสียงที่ดีดให้ก้องกังวาน ( บางทีเจาะเป็นรูปหัวใจ )   ปิดด้านหน้าส่วนด้านหลังตัน
คันทวน    ทำด้วยไม้แก่นเนื้อแข็งชิ้นเดียวกับตัวกะโหลกโดยทำเป็นรูป
สี่เหลี่ยมด้านหลังเกลาลบเหลี่ยมด้านหน้าเรียบเพื่อติดนม  ตอนปลายผายด้านข้างออก  ก่อนถึงปลายคันทวนด้านหน้าเจาะเป็นร่องยาว 2 ร่องสำหรับสายผ่านไปพันผูกที่ปลายลูกบิด          และด้านข้างเจาะรูกลมด้านละ 2 รูเพื่อสอดใส่ลูกบิด
ลูกบิด  ทำด้วยไม้เนื้อแข็งลักษณะกลม  เรียวด้านหัวใหญ่ขนาดมือจับพอดีตรงกลางกลึงเป็นลูกแก้ว  ตอนปลายเรียวเล็กเพื่อสอดใส่ในรูลูกบิดที่บริเวณปลายคันทวน   
หย่องบน  ทำด้วยไม้เล็กๆสูงกว่านมเล็กน้อยโดยติดต่อลงมาจากช่องสายผ่านเพื่อหนุนสายให้ลอยเหนือนม
ตะพานหรือนม ทำด้วยไม้เล็กๆเหลาเป็นทรงสามเหลี่ยมติดที่ด้านหน้าคันทวนต่อจากหย่องบนเรียงลำดับ ๙ นมเพื่อกดให้ได้เสียง
สายทำด้วยลวดทองเหลือง 4 เส้น   โดยพันผูกจากลูกบิด แยกเป็นคู่ๆขึงขนานผ่านมายังหน้ากะโหลก  ผ่านรูระบายผาดบน " หย่องล่าง "   ซึ่งทำด้วยไม้เล็กเช่นเดียวกับหย่องบนติดที่หน้ากะโหลกเพื่อหนุนสายให้ผ่านนมและไปพันผูกที่หลักผูกสาย               
หลักผูกสายทำด้วยโลหะหรือแผ่นไม้บาง   เจาะรูผูกสายติดอยู่บริเวณด้านล่างของกะโหลก
            หลักการดีด
            ผู้ดีดนั่งท่าขัดสมาธิ  ให้กะโหลกตั้งอยู่บนหน้าขาขวาและให้ปลายคันทวนชี้ไปทางซ้ายของผู้ดีด  ใช้มือขวาจับไม้ดีดซึ่งทำด้วยเขาควายเหลาให้บางเรียวแหลม โดยผาดตามแนวของนิ้วชี้  โผล่ปลายเล็กน้อย  มีนิ้วหัวแม่มือคีบประกบกับนิ้วชี้ดีดบริเวณใกล้กับนมตัวสุดท้าย  เสียงจะทุ้มไพเราะดี  แต่ถ้าดีดใกล้รูระบายระบาย เสียงจะแหลม   ในขณะเดียวกันใช้นิ้วชี้นางกลางและนิ้วก้อยของมือซ้าย  กดสายลงตามช่องของนม    เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต่ำตามที่ต้องการ

            วิธีการดีดซึง
            วิธีการดีดของซึงมี 2 อย่างคือ
            1.การดีดที่ใช้ไม้ดีดดีดปัดลงข่างล่างอย่างเดียว  ซึ่งเป็นการดีดแบบดั่งเดิม
            2.การดีดที่ใช้ไม้ดีดดีดปัดขึ้นลงสลับกัน  ซึ่งจะได้ท่วงทำนองที่ไพเราะไปอีกแบบหนึ่ง 
 
พิณ   เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดอีกชนิดหนึ่งมี 3 สาย นิยมใช้บรรเลงเล่นกัน ในภาคอิสานของไทย  บรรเลงเดี่ยวและบรรเลงผสมกับแคน โปงลาง  ไห โหวด กลองฯเรียกว่า " วงดนตรีพื้นเมืองอิสาน "  นอกนั้นยังใช้บรรเลงประกอบการเล่นหมอลำในชุดลำเพลินอีกด้วย

            พิณมีลักษณะคล้ายคลึงกับซึง ( เครื่องดีดของภาคเหนือ ) เพียงแต่มีลักษณะต่างกันเล็กน้อย   ส่วนประกอบของพิณมีดังนี้

กะโหลก  ทำด้วยไม้ลักษณะแบนรูปวงรี  คล้ายใบไม้มีไม้แผ่นบางๆปิดหน้ากะโหลก  ตรงกลางเจาะเป็นรูระบายเสียงหรือเจาะเป็นลวดลายสวยงาม
คันทวน  ทำด้วยไม้แท่งเดียวกับกะโหลกหลัง-หน้า    มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมด้านหลังมนด้านหน้าแบนเพื่อติดนม  ตอนปลายทวนโค้งงอนไปทางซ้าย    บางคันแกะสลักเป็นหัวพญานาค                                                       
รางลูกบิด  บริเวณก่อนถึงปลายทวนเจาะเป็นช่องยาวพอประมาณเพื่อสอดสายผ่านลงไปพันผูกที่ลูกบิดด้านข้างทั้งสองเจาะรูสำหรับสอดใส่ลูกบิดโดย          เจาะด้านซ้าย 2 รูและด้านขวา 1 รู                                          
ลูกบิด  ทำด้วยไม้  กลึงหัวเป็นรูปเม็ดประกอบด้วยลูกแก้วตอนปลายเรียวเล็กเพื่อสอดใส่ไปในรูลูกบิด  ให้ปลายโผล่ด้านในสำหรับพันผูกสาย                            
หย่องบน  ทำด้วยไม้อันเล็กๆติดต่อจากช่องลูกบิดลงมาเพื่อหนุนสายให้
ผ่านนม
ตะพานหรือนม  ทำด้วยไม้อันเล็กๆคล้ายหย่องบน  แต่เล็กกว่าติดเรียงลำดับต่อมาจากหย่องบนมี 11 นมโดยติดที่คันทวนด้านหน้า
สายใช้สายลวด๓เส้นโดยขึงจากหลัก  ซึ่งทำด้วยแผ่นโลหะแปะติดบริเวณตอนล่างของกะโหลกผ่าน" หย่องล่าง " ซึ่งทำด้วยไม้เล็กๆหนุนให้สายผ่านหน้ากะโหลกผ่านนมหย่องบนลงไปยังช่องและพันผูกที่ปลายลูกบิดทั้งสามเพื่อบิดเร่งให้สายตึง หรือหย่อนได้ตามที่ต้องการ
            หลักการดีดพิณอิสาน
            ปกติผู้ดีดจะยืนดีดโดยใช้ผ้าหรือเชือกผูกพิณ            คล้องคอ  ให้ตัวกะโหลกอยู่กลางหน้าอกปลายชี้ขึ้นไปทางซ้ายของผู้ดีดใช้มือขวาจับไม้ดีด  ซึ่งทำด้วยเขาควายเฉือนเป็นแผ่นบางๆ (ปัจจุบันใช้ปิคแทน ) ดีดปัดขึ้น-ลงในขณะเดียวกันใช้นิ้วของมือซ้ายกดที่สายใกล้กับนมเพื่อให้เกิดเสียง

            วิธีดีดพิณที่ทำให้เกิดเสียง
            1. ดีดผ่านทั้ง 3 สาย   โดยกดสายเส้นเดียว  จะเกิดเสียงประสานขึ้น
            2. ดีดเป็นทำนองทีละสาย  พร้อมทั้งกดทีละเส้นตามท่วงทำนองเพลง
            3. ดีดรัว   คือการดีดให้มีพยางค์ถี่ๆและเร็ว                            
            4. ดีดสะบัด   คือการดีดให้มีพยางค์ ๓ พยางค์  ติดต่อกันด้วยความเร็วทั้งขึ้นและลง