อย่าให้เขาต้องวิตกกังวลกับเกรด คะแนน และเรื่องจะจบไม่จบ จนต้องหวั่นหวาดขาดความมั่นใจ จำต้องหลบฉากไปผลิตขยะส่งอาจารย์ และหมกมุ่นทุ่มเทกับการท่องๆๆๆๆ หนังสือเพื่อให้สามารถระบายดินสอ 2B ให้ตรงกับวงกลมที่คอมพิวเตอร์จะอ่านค่าได้ว่า "ถูกต้อง"
ข่าวจากนสพ.ไทยรัฐ ฉบับพรุ่งนี้ (27 กพ.)
การศึกษาฆ่าเด็ก (อีกแล้ว)
ไม่แปลกเลยใช่ไหมครับ สำหรับข่าวที่ยกมา ออกจะบ่อยจนชินตาซะด้วยซ้ำนะครับ
และบังเอิญว่าวันนี้
ครูวุฒิได้แสดงความคิดเห็น ที่บันทึก สรุปประเด็นวิจัยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ของท่านคุณครู ดร. แสวง แบบแรงๆ ว่า
.....
แต่ที่ประเทศไทยเป๋ไปเป๋มา แอ่นขวาแอ่นซ้าย ล้มลุกคลุกคลาน หัวทิ่มหัวตำ ศีรษะคะมำหน้าหงาย ไม่ยอมหายกันสักทีนั้น ก็เป็นเพราะคนของเรา "เมาความอุดมสมบูรณ์" จนเพียบแป้ (ทำนิดทำหน่อยก็ได้กินได้เมา ไม่ต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติใดๆมากมาย) สุดท้ายจึงเป็นได้แค่ "ทาสยุคใหม่" ที่ปลดปล่อยยังไงก็ไม่ยอมหนีจากเรือนทาส (ดูแค่นิสัยพื้นฐานที่สรุปได้ว่าเป็นนายสั่งตัวเองไม่ได้ ต้องคอยให้คนอื่นบังคับ , เรียนจบออกมาหางาน(ที่คนอื่นสร้างไว้)ทำ หรือเรียกให้ตรงๆว่า "หาที่เกาะ"นั่นเอง แทนที่จะเรียนมาเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพอิสระ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะแกร่งไม่พอนั่นเอง)
และเสนอแนวคิดเพื่อหาทางออก (แบบยกเรือออกจากโอ่ง) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบ ตามคำขอของคุณ บัวปริ่มน้ำ ในบันทึกเดียวกันดังนี้
เริ่มจากการทุ่มทุนฟูมฟักเด็กๆมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนอนุบาล (รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว) โดยต้องมีศูนย์ฟูมฟักและกล่อมเกลาที่ได้มาตรฐาน ทั้งด้านบุคลากร วัสดุอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ อาคารสถานที่ เครื่องเล่นสนาม อาหารการกิน ฯลฯ อย่างน้อยตำบลละ 3 แห่ง (แทนการจัดงบประมาณไปให้ใครก็ไม่รู้ รับประทานแล้วถ่ายทิ้งลงชักโครกแบบเปล่าประโยชน์อย่างปัจจุบัน)
ทุ่มเทงบประมาณไปพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และมือถึง โดยเฉพาะระดับปฐมวัยและประถมศึกษา แทนการเลี้ยงโรงเรียนเป็นบอนไซในกระถางอย่างปัจจุบัน (เอาแค่งบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับจัดสรรปัจจุบันก็พอเพียง แต่ต้องให้ถึงโรงเรียนโดยตรงและมากที่สุด อย่างน้อย รร.ละ 300,000 บาทต่อปีเป็นฐาน ส่วนเกินจัดให้ตามปริมาณนักเรียน) สรุปอุปมาอุปมัยง่ายๆว่า สร้างคนก็เหมือนสร้างสิ่งก่อสร้าง ดังนั้นจึงควร "สร้างฐานให้แข็งแรงก่อนการต่อเติมให้สูงเด่นและสวยงาม" นั่นเอง
บรรยากาศการเรียนการสอนควรเป็นแบบกัลยาณมิตร
ครูและนักเรียนควรทำกิจกรรมที่หลากหลายร่วมกัน
เลิกทำลายความเชื่อมั่นของผู้เรียน ด้วยวิธีการเรียนการสอนแบบ "ท่องๆไปจิ้มสอบตอบเอาคะแนน" เปลี่ยนมาร่วมเรียนรู้แบบกัลยาณมิตร เอาหัวใจที่รักและศรัทธาของเด็กมาก่อน (ปัจจุบันครูส่วนใหญ่เอาความหวาดกลัวของเด็กมานำร่องก่อนสั่งให้ทำตามคำสั่งครู) ชวนเด็กเรียนรู้แบบถึงลูกถึงคน ครูและนักเรียนทำกิจกรรมร่วมกัน (แทนการที่ครูมีหน้าที่สั่งๆๆๆแล้วรอตรวจอย่างเดียวดังปัจจุบัน) ให้ความสำคัญกับความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก เพิ่มโอกาสในการฝึกฝนและแสดงออกอย่างเต็มที่ทั้งทางด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ(ทุกแขนง) ภาษา วรรณกรรม เชิงช่าง เชิงเทคนิค กิจกรรมเชิงสังคม ฯลฯ ส่วนเด็กที่ชอบวิชาการแบบเน้นทฤษฎีหลักการและการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์และคณิตศาสร์ ก็สร้างฐานให้เขาเต็มที่ไปเลย ฯลฯ
เบื้องบนก็ต้องเลิกเลิกจุ้นจ้านงานของสถานศึกษา (แบบจับมือเขียน หรือสั่งให้เขียนตามคำบอกอย่างในปัจจุบัน) ต้องให้ผู้บริหารสถานศึกษารับผิดชอบผิดถูกชั่วดีแบบเต็ม 100 (ทำสัญญากับชุมชนแบบปีต่อปี) ใช้เป้าหมายและมาตรฐานคุณภาพกลางเป็นตัวชี้วัด (ปัจจุบันผู้บริหารสถานศึกษาเรียนจบ ป.เอก ป.โท มากมาย แต่เป็นได้แค่ผู้ทำตามคำสั่งจากเบื้องบน(หลายชั้นหลายระดับด้วย) แล้วอย่างนี้เราจะเรียนกันไปทำไม แล้วเมื่อไหร่เขาจะได้เป็นมืออาชีพกันซักที)
ถ้าจะให้ครูวุฒิดีไซน์ระบบแล้วเสกเป่าคาถาให้สำฤทธิ์ผลได้ ครูวุฒิจะยกเลิกระบบ"ข้าราชการครู" ในรูปแบบปัจจุบัน แต่เปลี่ยนมาเป็นระบบการจ้าง "ทีมงานครูหัวใจครู" หรือ "ครูเนื้อแท้"(ดูไม่ยาก) ที่ดูแลและประเมินผลโดยชุมชนแทน
และขออนุญาตเพิ่มเติมการศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกสักนิดว่า
ในระดับอุดมศึกษา ควรต้องนำพานักศึกษาออกไปเรียนรู้ภาคสนามแบบคลุกคลีจริงๆกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อให้ได้สัมผัสกับบริบทและสภาพจริงของเรื่องนั้นๆ รวมทั้งชักชวนทำกิจกรรมเชิงสังคมและการเมืองให้มากและเข้มข้น เพื่อสร้างความกระตือรือร้น ความเชื่อมั่น และให้โอกาสในการค้นพบตัวเอง อย่าให้เขาต้องวิตกกังวลกับเกรด คะแนน และเรื่องจะจบไม่จบ จนต้องหวั่นหวาดขาดความมั่นใจ จำต้องหลบฉากไปผลิตขยะส่งอาจารย์ และหมกมุ่นทุ่มเทกับการท่องๆๆๆๆ หนังสือเพื่อให้สามารถระบายดินสอ 2B ให้ตรงกับวงกลมที่คอมพิวเตอร์จะอ่านค่าได้ว่า "ถูกต้อง"
ฯลฯ
ข่าว นสพ.ที่ครูวุฒิโพสต์ขึ้นวันนี้ คงสะท้อนภาพของการศึกษาไทยในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน
ครับ ทั้งหมดเป็นเพียงความเพ้อเจ้อ เพ้อฝันตอนกลางวันแสกๆของครูวุฒิ ผิด/ถูกอย่างไร ขออนุญาตบันทึกฝากไว้ ณ ตรงนี้ แบบ "คนขับแท็กซี่ เสนอแนวทางแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ"
ท่านล่ะ พึงพอใจต่อผลงานของภาคการศึกษาแค่ไหน? และจะทำอย่างไรเพื่อให้การศึกษาไทยดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้ รบกวนคอมเมนต์เป็นวิทยาทานบ้างก็จักเป็นพระคุณยิ่งครับ
สวัสดีครับ

ท่านมหา สอนว่า ...ฆ่าตัวตายนี่น่ากลัว เพราะไม่มีคู่กรณีที่จะส่งบูญ ส่งกุศลแผ่เมตตาลงไปให้ เพราะเจ้ากรรมนายเวรคือตนเอง...
ขอบคุณครับท่านอาจารย์นิโรธ
สวัสดีครับครู
เอาบ้านดินมาฝากครับ
บ้านดินของโจน จันได ที่เชียงใหม่
โจน จันได ลูกชาวนาแห่งยโสธร
ผู้เชียวชาญในการสร้างบ้านดิน ของประเทศไทย
เดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดิน
นักปราชญ์ที่มีแนวคิดในการดำรงค์ชีวิตอย่างมีความสุขและเรียบง่าย
จนได้รับการขนานนามจากรายการเจาะใจ ว่า "คนจนผู้ยิ่งใหญ่"
กับปรัชญาชีวิตในวิถีของ โจน จันได
"ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราทำให้มันยากเอง
และอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้คือ
ใช้เวลาไม่มากนักในการหากิน มันเหลือกินแล้ว
แต่เราใช้เวลาเยอะมากในการหาเพื่อครอบครัว
ฉะนั้นใช้ชีวิตให้ง่ายดีกว่า
หลังจากนั้นมา ผมก็เชื่อในเรื่องชีวิตนี้มันง่ายมาตลอด
ทำไมต้องทำให้มันยาก
ก็เลยเปลี่ยนชีวิตผมมาตลอดเลย
ไปอยู่บ้านผมยิ่งสบาย ผมพยายามที่จะพูดกับคน
คนที่เย็บหมอนที่บ้านว่าทำหมอน
หมอนพวกสามเหลี่ยม หมอนหนุน
เย็บหมอนทั้งวันทั้งคืนเพื่อที่มีเงินไปซื้ออาหารจากตลาดมา
วันเดียวหมดมื้อเดียว
ผมบอกว่า ถ้าทำสวนเองเนี่ย อย่างผมเนี่ย
ดูแลสวนแค่ 10-15 นาทีต่อวันเนี่ย
ผมมีผัก มีมะละกอ มีอะไรให้ครอบครัว 5-6 คนอยู่ได้สบาย
ทำงานแค่ 15 นาที ทำไมต้องไปนั่งทำงานตั้งวันละ 10 กว่าชั่วโมงนี่
มันก็ทำให้ผมเห็นว่าชีวิตมันง่าย แต่อธิบายให้คนเข้าใจไม่ได้"
"รอน้ำผักแค่วันละ 15 นาที
แต่บางอาทิตย์อาจจะใช้เวลามากกว่าเป็นชั่วโมงก็มี
บางครั้งก็อาจจะไปหาขี้วัว หาอะไรมาใส่ด้วย
ซึ่งมันไม่บ่อยนักหรอกนะแค่ครั้ง สองครั้ง
แต่ปกติแล้ว 15 นาที ถือถังตักน้ำแล้ก็เดินมารดผัก"
"ทำปุ๋ยหมักใช้เอง"
เขาเริ่มทำบ้านดินหลังแรกจากความคิด
ผสมกับที่ได้เห็นภาพการทำบานดินในหนังสือของฝรั่ง
เมื่อสำเร็จหลังแรก ก็ทำหลังต่อๆมา
ให้กับชุมชนในหมู่บ้าน
จนกระทั่งมีชื่อเสียง
ได้รับเชิญเป็นวิทยากรแนะนำการสร้างบ้านดิน
เป็น work shop ที่มีสมาชิกเข้าร่วม มากมาย
ในความเห็นของโจน
"การทำบ้านดินไม่ใช่เป้าหมายหลัก ของการทำ Work Shop ที่เราทำอยู่
เป้าหมายหลักก็คือ หัดทำอะไรพึ่งตนเอง
กลับมาสร้างศักยภาพให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับสัตว์ทั่วๆ ไป
แต่เพราะทุกวันนี้มีศักยภาพของมนุษย์ต่ำกว่าสัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ซะอีก
เพราะเราขาดการรักษามรดกในการพึ่งตนเอง คนบางคนก่อไฟไม่เป็น
ทำอาหารไม่เป็น นั่นหมายความว่าศักยภาพในชีวิตมันต่ำลง
ฉะนั้นเราต้องกลับมาพึ่งตนเอง
การทำบ้านดินเป็นส่วนหนึ่งของการพึ่งตนเอง อาหาร บ้าน ผ้า และยาเนี่ย
ก็มาคุยเรื่องนี้แหล่ะ เพราะว่าชีวิตมันไม่มีความหมายหรอก
ถ้าคนเราพึ่งตัวเองไม่ได้ เพราะว่าอิสรภาพมันก็สูญเสียไป
ความภูมิใจในตัวเองก็ไม่มี คุณค่าของชีวิตเราก็มองไม่เห็น
เพราะแค่ไม่ได้ใช้แรงงานทำงานเนี่ย
ชีวิตก็เป็นเรื่องที่เลื่อนลอยไปแล้ว
คนทำงานในเมืองเนี่ยไม่รู้ว่าชีวิตเพื่ออะไร
หาเงินอย่างเดียว เพราะไม่มีเวลาว่าง
การทำงานคือการมีเวลาว่าง
มีเวลาว่างให้กับสมองของเรา ถ้าสมองมีเวลาว่างมันก็จะเห็น
มันก็จะมีความเงียบ
พอความเงียบเกิดขึ้นมันก็จะเห็นความงามได้
ถ้าเห็นความงามได้ ชีวิตก็มีความสุขได้
แต่ชีวิตทุกคนในเมืองไม่มีโอกาส เพราะมันยุ่งกับงานตลอด
แต่เรื่องงานกลุ้มหนักๆ ตลอด
แต่ถ้าทำงานหนักปุ๊บเนี่ย โลกจิตโลกความเครียดต่างๆ มันหายไป
ปัญหาของความเครียดที่มีมากมายในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งจิตแพทย์เลย
แค่กลับมาทำงานหนักเท่านั้นเอง หายหมด
อันนี้เห็นชัดในหลายๆ กรณี เพราะคนที่มานี่เราก็คุยกัน
หลายคนเขาเครียดมา มาเพราะเครียด เรื่องครอบครัว
เรื่องงาน อยากหนีจากสิ่งเหล่านั้น ถึงได้มา
แต่พอมาแล้วมันลืม อาการปวดหัวมันหายไป
เป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เพราะเราใช้ร่างกายไม่มีความสมดุล
ทำให้เกิดความผิดปกติ
ฉะนั้นคนชั้นกลางที่มาร่วม Work Shop ถึงได้ถูกอกถูกใจกัน
มักจะมีครั้งที่ 2 แทบทุกคนเลย
เพราะว่าการทำงานเนี่ยมันน่าเบื่อ
แต่ถ้าทำอะไรที่ไม่รู้สึกว่าเป็นงานมันสนุก
อย่างทำบ้านดินไม่มีใครรู้สึกว่ามันเป็นงานเลย เรามาเล่นดินกัน"
โจนกับลูกและภรรยาชาวอเมริกัน
"เพ็กกี้" หญิงที่รักงานด้านเอ็นจีโอจากโคโลราโด
ผู้เป็นลูกสาวคุณหมอและอาจารย์
แห่งครอบครัวคนชั้นกลางที่มีอันจะกิน
วันนี้เลือกที่จะมาลงหลักปักฐานกับหนุ่มโจน
ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์,
http://kiennews.exteen.com,
www.budpage.com
เมื่อ พฤ. 28 ก.พ. 2551 @ 21:16
เมื่อ ศ. 29 ก.พ. 2551 @ 00:04
สวัสดีครับ