บันทึกจริยธรรมสัญจร
ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาอันเป็นที่รักของกระผมได้จัดกิจกรรมที่ชื่อว่า "จริยธรรมสัญจร" ขึ้นมาหลายปีแล้ว จำได้ว่าเรามีกิจกรรมนี้เป็นครั้งแรกราวๆปี พ.ศ. 2542 ตอนนั้นผมเป็นแพทย์ใช้ทุนปีที่ 3 แก่ๆ ภาควิชาพาพวกเราเกือบทั้งหมด(หมายถึงกลุ่มแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน) ไปนอนกันที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง หัวเรื่องหลักในครั้งนั้นเป็นเรื่องการทำแท้ง กับอีกเรื่องอื่นบ้างหรือไม่ก็ชักไม่แน่ใจนัก แต่เรื่องแท้งนี่จำได้จับจิต เพราะว่ามันทำให้ผมดูแลผู้ที่มาขอทำแท้งอย่างคับแค้นใจ เพราะมันคือบาป อย่างที่ผมได้เคยเขียนไว้ในบันทึกก่อนๆ (ที่นี่) การจัดงานครั้งนั้นอาจารย์ไปหลายคนมากๆ ตัวผมพาภรรยาไปด้วย เราเพิ่งแต่งงานกัน เลยได้เป็นแพทย์ใช้ทุนคนเดียวที่ได้นอนห้องเดี่ยว ฮ่า ฮ่า
แล้วการจัดก็หายไปพักหนึ่ง จนกระทั่งผมเรียนจบและได้เป็นอาจารย์ อาจารย์กระแตซึ่งเป็นรองฝ่ายการศึกษาหลังปริญญาได้จัดอีกครั้งที่โรงแรมเรือ จังหวัดตรัง ผมจำหัวเรื่องไม่ได้แล้ว อีกครั้งก็ไปโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ตอนนั้นเราอยากให้แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้านฝึกการบรรยายเรื่องวิชาการกับประชาชน จึงให้เขาเตรียมบรรยาย 2 เรื่อง คือเรื่องวัยทอง และการฝากครรภ์ ผมไม่ได้นอนกับน้องๆเพราะว่าอยากขับรถกลับบ้านไปนอนกับลูก (แป้งเกิดแล้ว) นึกถึงตอนนั้นก็ยังรู้สึกดี เพราะว่าภาคใต้เรายังสงบอยู่
เมื่อ 4 ปีก่อน เราก็จัดอีกครั้ง ไปที่ภูเก็ต ครั้งนั้นผมไม่ได้ไป เพราะว่าต้องไปประชุมที่พัทยา เลยไม่สามารถจดจำรายละเอียดเอาไว้ได้ รู้แต่ว่าเขาสนุกกันมาก พี่กิตติพันธ์ ซึ่งเป็นหมอประจำโรงพยาบาลมิชชั่น ภูเก็ต ได้เปิดบ้านเลี้ยงน้องๆและอาจารย์อย่างอิ่มหนำสำราญจิต การจัดในครั้งนั้นได้อาจารย์พี่หลิงเป็นหัวเรือใหญ่ในการติดต่อและดำเนินงาน จำได้ว่าก่อนวันเดินทางนั้นเครื่องบินทหารที่มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเดินทางมาด้วย เกิดอุบัติเหตุล้อไม่กาง เครื่องบินต้องบินเวียนอยู่เหนือหลังคาบ้านผมหลายรอบในช่วงดึก ผมพึมพำกับจิ๋มว่า สงสัยทางกรุงเทพส่งทหารมาเป็นกองทัพแน่ๆเลย ภาคใต้ลุกเป็นไฟแล้วแน่ๆ มารู้อีกทีก็ตอนเช้า และได้รู้ว่า ผู้ว่าท่านนั้น ท่านเป็นพ่อของลูกศิษย์ตัวเอง และที่สำคัญคือ เขาเป็นแพทย์ใช้ทุนภาคเราเองด้วยสิ
ที่ผ่านมานั้น อาจารย์กระแตจะเป็นคนริเริ่ม วางแผน กำหนดรูปแบบและดำเนินงานเองเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งผมได้เริ่มมาเป็นเจ้าภาพเองเสียที โดยอ.กระแตส่งงานนี้มาให้ผมทำ ประจวบเหมาะกับที่ตอนนั้นผมมีคนไข้คนหนึ่งที่มีญาติทำรีสอร์ตอยู่ที่อ.สิชล เลยแย๊บๆไปว่า จะพาคณะเล็กๆมาประชุมที่นี่ได้หรือไม่ (แบบว่าขอเป็นส่วนลดต่างๆน่ะครับ) เมื่อเขายินดี ผมก็เลยเริ่มวางแผนงาน ตอนนั้นผมทราบว่า บรรดาลูกศิษย์ที่รักเขามีความกังวลเรื่องการพูดคุยในบางเรื่องกับคนไข้ เช่น การบอกข่าวร้าย การพูดคุยกับคนไข้มะเร็ง เป็นต้น เลยได้โอกาสจับเรื่องนี้มาเล่น โดยใช้กิจกรรม role play เป็นตัวดำเนินกิจกรรม
นอกจากนั้น ผมยังได้ถือโอกาสชวนเพื่อนอาจารย์จากภาควิชาอื่นมาร่วมงานด้วย นัยว่าเป็นหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ภาควิชาของตัวเองให้เพื่อนๆภาคอื่นได้รู้เห็น และผมยังมองไปไกลกว่านั้นอีกนิดหนึ่งด้วยก็คือ จะเป็นหนึ่งในงานที่คณะแพทย์น่าจะให้ความสนใจกับกิจกรรมแบบนี้บ้าง การชวนเพื่อนๆไปก็น่าจะเป็นหนึ่งในกุศโลบายช่วยประชาสัมพันธ์
นับว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกกล่าวถึงตลอดทั้งปี 2548 เพราะว่ามันสนุกมากจริงๆ ตอนนั้นท่านอาจารย์หลายคนก็ต้องมาร่วมลงแข่งขันในกิจกรรมแรลลี่ ผมเป็นคนทำแรลลี่เอง อาศัยครูพักลักจำมาจากที่อื่นแล้วเอามาทำเองบ้าง ปรากฏว่าท้องคัดท้องแข็งกันไปตามๆกัน เราเคยเอาภาพวิดีโอกิจกรรมนี้ไปนำเสนอในการนำเสนอ QA ของคณะมาด้วย และอีกส่วนหนึ่งที่ยังเป็นที่จดจำเป็นอย่างมากก็คือ การที่เราไปจัดที่หาดปิติ รีสอร์ทนั้น ท่านผู้ว่าฯ ซึ่งเพิ่งย้ายมาจากนราธิวาสได้ทราบจากลูกสาวท่าน มื้อเย็นวันนั้นจึงมีอาหารพื้นบ้านมาเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี ท่านนายอำเภอสิชลอาสามาเป็นพ่องานให้เลย เสียดายที่ผมไม่รู้สึกสนุกมากนักในงานกลางคืน เพราะแป้งอาเจียน ไม่ยอมกินข้าว เลยต้องอุ้มไปนอนตั้งแต่หัวค่ำ รุ่งขึ้นมา เธอหายสนิท ลืมบอกไปว่าน้องจ้าไปด้วยนะ แต่เธอกำลังนอนอยู่ในมดลูกในขณะนั้น
ผ่านมาอีกหนึ่งปีก็ถึงเวลาจัดงานอีกรอบ คราวนี้เจ๊จินเป็นรองฝ่ายฯแทนอ.กระแตแล้ว ผมเคยจัดงานนี้มาแล้ว ดังนั้นปีนี้จึงเป็นหน้าที่ของผมอีก ผมบอกว่า แน่ใจนะ เพราะว่าครั้งนี้อยากนอนโรงแรมหรู ฮ่า ฮ่า ก็เป็นอันว่า ทั้งภาควิชาและคณะรับรอง ผมจึงเริ่มงานอีกครั้ง เราจะไปกันที่โรงแรมอมารี ตรัง โดยที่ผมได้จับเอาเรื่อง teamwork มาเป็นประเด็นหลัก เพราะทราบมาเลาๆว่า น้องๆลูกศิษย์เริ่มมีความสามัคคีกันน้อยลง ผมเชิญอาจารย์สุธรรมมาเป็นที่ปรึกษาหลัก
ครั้งนั้นผมไม่ได้จัดแรลลี่ แต่จัดเป็นกิจกรรมในร่มมาเล่นกัน ก็สนุกไปอีกแบบ อ.สุธรรมมาร่วมเล่นด้วย ทำเอาหัวเราะท้องเกร็งกันไปตามๆกัน และที่ยังเหมือนเดิมก็คือ ผมยังคงเชิญอาจารย์จากภาคอื่นมาร่วมด้วยเหมือนเดิม และก็เป็นที่กล่าวขวัญกันไประดับหนึ่ง ว่าภาคสูติฯจัดได้อย่างไร เพราะว่าโรงแรมนี้หรูและติดแพง ความลับก็คือ ผมให้พี่เอี้ยงซึ่งเป็นเลขาฯภาคเป็นคนจัดการเรื่องงบประมาณและการต่อรองราคาให้ไงครับ อันนี้เป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งของภาควิชาผมที่มีเลขาภาคฯที่เก่งจริงๆ
จนกระทั่งมาถึงปีการศึกษา 2550 ซึ่งเรามีกำหนดต้องจัดอีก 1 ครั้ง แต่เนื่องจากผมต้องระเห็จไปเรียนอยู่ที่เมืองลอดช่อง เขาจึงรอจนผมกลับบ้าน เราจึงได้มีโอกาสจัดกันอีกครั้ง ครั้งนี้ผมวางแผนไว้ตั้งแต่อยู่ที่สิงคโปร์ตอนปลายปี ส่งโครงการมาให้เจ๊จินกับพี่เอี้ยงอ่านทาง e-mail ผมจับเรื่อง 5 ส. มาเล่นครับ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากบันทึกเรื่อง 5 ส.ของอาจารย์ปารมี (ที่นี่) และบอกพี่เอี้ยงว่าจะไปจัดที่ ราชาคีรี รีสอร์ทแอนด์สปา อ.ขนอม นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นรีสอร์ทเปิดใหม่ สวยซึ้ง แต่เมื่อที่ภาคฯมาอ่านกันแล้ว บอกว่า น่าจะน่าเบื่อ แต่ผมก็มีข้อแย้งว่า เรื่องงานคุณภาพแบบนี้ไม่มีใครจัดมาก่อนเลย แล้วงาน 5 ส.ก็เป็นพื้นฐานของงานคุณภาพตั้งหลายอย่าง (แบบว่าเขียนแบบคนที่ไม่รู้จัก 5 ส.น่ะครับ) อีกทั้งผมก็ไม่รู้เรื่องแบบนี้เลย (อาศัยความอยากรู้ส่วนตัว) และเรื่องนี้ต่างก็เป็นยาขมสำหรับพวกหมอทุกคนอยู่แล้ว ผมจึงเกิดความปิติอย่างแรงกล้า ว่าเราจะจัดกิจกรรมเรื่องนี้เหรอเนี่ย ผมยังคิดไปอีกไกลเลยนะครับว่า จะเชิญอาจารย์จากที่อื่นมาร่วมด้วย เช่น ราชวิทยาลัย ศิริราช รามาฯ จุฬาฯ รวมถึงตัวแทนน้องๆแพทย์ประจำบ้านจากที่อื่นๆมา เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเห็นกิจกรรมภาคฯผม และเสริมสร้างความสามัคคี แต่ปรากฏว่า งบบาน เลยต้องพับไป
และประเด็นหัวเรื่องจัดสัมมนาก็ไม่ผ่านบอร์ดครับ เพราะเขาบอกว่าน่าเบื่อมากกกก.....เลยต้องพับไป เอาเรื่องใหม่ก็ได้ ผมเลยจับเอาประเด็นความขัดแย้งระหว่างพยาบาลกับหมอมาเล่นบ้าง เรื่องการสื่อสารเช่นเดิมครับ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร กรุณาติดตามภาค 2 นะครับ
"ผมเลยจับเอาประเด็นความขัดแย้งระหว่างพยาบาลกับหมอมาเล่นบ้าง "
555 น่าสนใจค่ะ แล้วจะน่าสนใจยิ่งขึ้น ถ้าหากพยาบาลจะมีเอี่ยวได้ไปเที่ยวมั่ง อิอิ (แบบว่า ฟังที่เกริ่นๆไว้ยาวๆข้างแบบ แล้วแอบอิจฉา..อยากเที่ยวมั่งอ่า ^^'')
ว่าแต่ว่า...ตั้งแต่จำความได้ (ส่วนที่จำความไม่ได้ ไม่รู้นะ...แหะ ขอดักคอไว้หน่อยว่า ห้ามบอกว่า อาการของคนแก่อีกนะคะ) ยังไม่เคยมีเรื่องโต้แย้ง ขัดแย้งหรือทะเลาะกับหมอเลยน่ะค่ะ แต่ถ้าเรื่องที่โดนหมอเสียงดังใส่ หรือหงุดหงิดใส่ อาจจะมีบ้าง แต่ก็ทำใจและเข้าใจค่ะ เพราะคนเรา เวลาที่ยุ่งๆหรือไม่ได้ดังใจ หรือเพนื่อยมากๆ ก็ล้วนมีอารมณ์ได้เหมือนกัน แหม..ดูแลคนไข้ ใจเย็นกับคนไข้ยังทำได้ แล้วจะใจเย็นกับหมอ ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ทำไมจะทำไม่ได้จริงไม่
ดังนั้นถ้าเกิดเรื่อง ก็ยิ้ม แล้ว ค่ะ ค่ะ ไว้ก่อน เดียวทางโน้น เขาก็คงอารมณ์เย็นลงเอง ส่วนทางเรา ถ้ามันอัดอั้นนัก ก็ค่อยไปพูดกับกระจก หรือเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง หรือมาพูดกับเจ้าลูกชายที่ห้อง (มันได้แต่ ฮ่ง ฮ่ง ตอบ คาดว่ามันคงฟังเข้าใจล่ะ แหะๆ) จากนั้นนอนหลับสักคืน วันต่อมันก็ละลายหายหมดแล้วค่ะ
แต่ก็มีเรื่องจะชมผ่านทางอาจารย์ไปล่ะค่ะ ใครว่ายังไงไม่รู้ แต่สำหรับตนเอง..เท่าที่ประสบพบเจอกับตนเอง หมอ (พชท.) ภาคสูติ-นรีเวช 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ น่ารักทั้งนั้นเลยค่ะ อาจจะมีบ้างบางคน สักคนสองคน.. แต่ก็ยอมรับได้ล่ะค่ะว่า คงเป็นบุคลิกส่วนตัวของเขา อาจจะอึดอัดใจบ้างนิดหน่อย (แบบว่ากลัวๆน่ะอ่า) เวลาที่ต้องรายงานอะไร แต่ก็ยังไม่เคยเกิดเรื่องขัดแย้งอะไร ที่ทำให้ต้องขุ่นข้องหมองใจกัน อาจจะมีกระทบนิดๆหน่อยๆตอนเวลายุ่งๆ แต่พอเสร็จยุ่ง ก็ลืมหมดเลยค่ะ
ว่าแต่.. ถ้าจะทำประเด็น "ความขัดแย้งระหว่างพยาบาลกับหมอ" จริงๆ หากมีอะไรให้ช่วย ก็บอกได้นะคะ หากสามารถทำได้ก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ค่ะ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาอันเป็นที่รักของเรา อิอิ
^________^
ขอบคุณครับพี่จูน
สำหรับน้ำใจ