โดยสรุป เมื่อวิทยานิพนธ์หนึ่งสร้างหัวข้อและเป้า่หมายการศึกษาจากเรื่องจริง (True Story) ที่เป็นประเด็นในสังคม (Social Issues) และใช้วิธีการศึกษาที่อยู่ในสายตาของสังคม การยอมรับผลการศึกษาโดยสังคมจึงเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ว่า สังคมจะยอมรับและใช้ประโยชน์การศึกษาในลักษณะนี้ได้จริง

            ในประการแรก ต้องเริ่มต้นจาก "หัวข้อศึกษาที่สนองตอบต่อความต้องการของสังคม"

             ในช่วง ๗ ปีหลังมานี้ มีคนมาหารือบ่อยครั้งว่า อยากทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยที่สังคมยอมรับได้ ? ซึ่งทุกครั้ง อ.แหววก็จะตอบว่า ก็ศึกษาถึงเรื่องที่สนองตอบต่อความต้องการของสังคม (Social Need) ซิคะ  แล้วผู้ถามก็จะถามต่อไปว่า แล้วเราจะรู้อย่างไรว่า สังคมต้องการรู้เรื่องอะไร ? ซึ่ง อ.แหววก็จะตอบว่า สังคมก็คือคนหลายๆ คน ผู้ทำวิทยานิพนธ์หรือผู้วิจัยก็ควรจะไปฟังหรือไปคุยกับคนหลายๆ คน เคล็ดลับ ก็คือ ต้องคุยกับคนที่มีชีวิต หรือถ้าจะอ่าน ก็ต้องอ่านจากงานเขียนที่เพิ่งเขียน การหาหัวข้อวิทยานิพนธ์จากหนังสือหรือบทความที่เขียนมานานแล้ว จะนำเราไปสู่หัวข้อเก่าที่อาจมิใช่เรื่องที่สังคมต้องการในยุคปัจจุบัน

           ในประการที่สอง เมื่อได้มาซึ่งหัวข้อศึกษาที่เราคาดว่า สนองตอบต่อความต้องการของสังคมแล้ว เราก็จะต้องกำหนดวิธีการศึกษาที่ทำให้เราอาจได้องค์ความรู้ที่ถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งอาจจะเริ่มต้นก่อนจากวิจัยเชิงเอกสาร หรือวิจัยเชิงประสบการณ์ก็ได้ หรือแม้จะทำไปอย่างคู่ขนานกันก็ได้

            ที่สำคัญที่ผู้ศึกษาจะต้องตระหนัก โดยเฉพาะในงานวิจัยด้านนิติศาสตร์ ก็คือ องค์ความรู้ที่ผู้ศึกษาจะต้องแสวงหาและทบทวนนั้นมีอยู่ใน ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) องค์ความรู้ด้านข้อเท็จจริงของรัฐ (๒) องค์ความรู้ด้านข้อกฎหมายและนโยบายของรัฐ และ (๓) องค์ความรู้ด้านประสิทธิภาพของกฎหมายและนโยบายต่อข้อเท็จจริง ซึ่งหากผู้ศึกษาไม่มีองค์ความรู้อย่างเพียงพอในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้ศึกษาก็แทบจะไม่สามารถวิเคราะห์ถึงผลของเรื่องทั้งในอดีตที่ผ่านมา ในปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ และในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

          ในประการที่สาม ด้วยโอกาสของโลกปัจจุบันที่เราอาจจะศึกษาร่วมกับสังคมโดยการเขียนงานบนอินเทอร์เน็ต หากผู้ศึกษาใช้วิธีการระดมสมองในอินเทอร์เน็ต เราอาจจะถามสิ่งที่เราสงสัยในกระดานข่าวของเว็บไซค์หรือเว็บบล็อกต่างๆ หรือเราอาจจะเผยแพร่ "ข้อค้นพบ (Finding)" ในเว็บบล็อกที่มีมวลชนที่คาดว่า จะสนใจหัวข้อการศึกษาของเรามาชุมนุมอยู่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเว็บไซค์หรือเว็บบล็อกจัดเป็นส่วนหนึ่งของ "วิธีวิจัย" ได้ค่ะ จัดเป็น "การระดมสมอง"

           ในเบื้องแรกของการทำงาน ผู้ศึกษามักจะเสียกำลังใจที่จะลงเผยแพร่งานเขียนในเว็บบล็อก ไม่มีใครมาอ่านหรือแสดงความคิดเห็นต่องานเขียนของเรา ทั้งนี้ เพราะยังไม่มีใครมากนักทราบถึงความมีอยู่ของงานเขียนของเรา  แต่ด้วยกลไกการค้นบนอินเทอร์เน็ต อาทิ google ก็อาจจะมีคนทยอยเข้ามาอ่านงานเขียนตามสมควร แต่ถ้าเราอยากให้การเผยแพร่งานเขียนเป็นไปเร็วมากขึ้น เราอาจจะต้องส่งอีเมลล์แจ้งความมีอยู่ของงานเขียนของเราไปยังบางท่านที่สนใจในหัวข้อที่เราศึกษา ขอให้ตระหนักว่า การเผยแพร่งานเขียนบนอินเทอร์เน็ตในระหว่างการศึกษาวิจัย เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่มีประโยชน์มาก เพราะความรู้จะไม่เกิดระหว่างคนสองคน แต่จะเกิดขึ้นในคนหมู่มาก

             คู่ขนานกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนอินเทอร์เน็ต เราก็อาจจะสร้าง "เวทีระดมสมองบนโลกแห่งความเป็นจริง" ขอให้ตระหนักว่า การระดมสมองนั้นจะทำให้งานเขียนมีคุณค่ามากขึ้น เพราะเกิดจากความรู้ของคนจำนวนมาก เป็นงานศึกษาที่ทำร่วมกับสังคม

             โดยสรุป เมื่อวิทยานิพนธ์หนึ่งสร้างหัวข้อและเป้า่หมายการศึกษาจากเรื่องจริง (True Story) ที่เป็นประเด็นในสังคม (Social Issues)  และใช้วิธีการศึกษาที่อยู่ในสายตาของสังคม การยอมรับผลการศึกษาโดยสังคมจึงเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ว่า สังคมจะยอมรับและใช้ประโยชน์การศึกษาในลักษณะนี้ได้จริง

-------------------------------------------------------------

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

-----------------------------------------------------------------------