How To Make Our Idea Clear

จากการจัดการกับสมบัติบ้าในห้อง ทำให้ผู้เขียนเจอบทสรุปบทความชิ้นที่สองของ เพียซ บิดาแห่งปรัชญาปฏิบัตินิยม... บทความนี้ เป็นแนวคิดต่อจากบทความแรกของกระแสปฏิบัตินิยม จะทิ้งไปเลยก็รู้สึกเสียดาย จึงนำมาบันทึกไว้ เผื่อบางคนจะสนใจ... 

........

เรามักจะพบปัญหาเรื่อง concept (กรอบความคิด) ระหว่างคำว่า clear กับคำว่า obscure และ distinct กับ confusion ซึ่งไม่เคยบ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนได้เลย... แต่ก็ได้มีนิยามว่า ความคิดที่กระจ่าง (a clear idea) ก็คือ สิ่งที่ถูกเข้าใจว่า ความคิดที่ไม่มีอะไรทำให้ผิดพลาดได้เลย.... แต่ถ้ายังไม่ชัดเจน มันก็คือความคลุมเครือนั่นเอง  เช่น การนิยามอะไรแต่ละครั้ง เราต้องมีความชัดเจนในสิ่งที่กำลังนิยาม หรืออาจหมายถึงสิ่งที่เรามีความคุ้นเคยกับความคิดนั้น โดยขจัดความไม่แน่ใจออกไป.... ส่วนความคิดที่ชัดเจน ก็คือสิ่งที่ไม่มีอะไรที่ไม่กระจ่าง เช่น การที่เราสามารถให้นิยามอะไรบางอย่างได้อย่างแม่นยำ....

เราใช้ทฤษฎีต่างๆ กันจนคุ้นเคย จนเกิดความชัดเจนในความเข้าใจของเรา แต่เราก็ควรจะหาวิธีที่จะทำให้เกิดความถูกต้องหรือชัดเจนของความคิดเพิ่มขึ้น... จากรากฐานทางปรัชญาของ เดการ์ต ที่เริ่มจากการสงสัยทุกสิ่งจนเหลือสิ่งที่สงสัยไม่ได้ คือ ความสงสัย แล้วสรุปว่า ดังนั้น ฉันจึงมีอยู่ ซึ่งเขายืนยันว่าเป็นสิ่งที่กระจ่างและชัดเจน... แต่เพียซไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะความสงสัยของเดการ์ตไม่ใช่ความสงสัยที่แท้จริง เพราะความสงสัยที่แท้จริงต้องมีประสบการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแล้วขัดแย้งกับความเชื่อเดิม....

ความคิด เกิดจากความสงสัย และสรุปลงเป็นความเชื่อ ดังนั้น ผลผลิตของความเชื่อก็คือหน้าที่สำคัญของความคิดนั่นเอง... เพียซใช้ความสงสัยและความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นของทุกเรื่อง และสามารถประยุกต์ได้กับทุกเรื่อง ตั้งแต่เล็กจนถึงใหญ่ ซึ่งการที่เราิเกิดคำถาม นั่นคือ ความสงสัย และเมื่อเราตัดสินใจ ก็เป็นการตัดสินใจจากความเชื่อ....

ความสงสัย เป็นการที่เรารู้สึกหงุดหงิด และจำเป็นต้องทำให้สงบลงด้วยความเชื่อ ความสงสัยส่วนใหญ่เกิดจากความลังเล หรือการตัดสินใจไม่ได้ เรามักจะพบว่าตัวเราตัดสินใจทำอะไรด้วยความลังเลสงสัย และมีความเชื่อบางอย่างแฝงอยู่ ซึ่งทำให้เราเลือกระทำบางอย่างได้ในที่สุด (ทุกการกระทำเกิดจากความเชื่อ ซึ่งมีที่ความจากความคิดและความสงสัย)

........

ในกระบวนการนี้ เราสังเกตเห็นองค์ประกอบของจิตสำนึก ๒ ส่วน คือ

  • สิ่งที่เราตระหนักถึงอย่างทันทีทันใด (immediately conciousness) เช่น ความรู้สึก
  • สิ่งที่เราตระหนักถึงโดยค่อยๆ รวบรวม (medieatly conciousness) เช่น ความคิด

ความคิดเป็นการกระทำที่มีจุดเริ่มต้น ตรงกลาง และจุดสิ้นสุด มันไม่สามารถแสดงต่อเราอย่างทันทีทันใด แต่ต้องครอบคลุมถึงอดีตหรืออนาคต ซึ่งมีหน้าที่เดียวคือการสร้างความเชื่อ

ความเชื่อมีคุณสมบัติ ๓ อย่าง คือ

  1. บางสิ่งที่เราตระหนักถึง
  2. สงบความสงสัย
  3. สร้างนิสัย

สารัตถะทางความเชื่อ ก็คือการสร้างนิสัย และความเชื่อที่ต่างกันก็จะถูกแยกแยะโดยรูปแบบการกระทำที่แตกต่างกัน....

..........

ลักษณะเฉพาะ (identity) ของนิสัยนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามันจะนำให้เราเกิดการกระทำอย่างไร ซึ่งอยู่ภายใต้ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น เป็นกฎเกณฑ์ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร ในสถานการณ์นั้นๆ...

การพัฒนาความหมายของความคิดให้กระจ่างนั้นต้องกำหนดนิสัย ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำ และจุดประสงค์ของการกระทำทุกครั้ง คือการก่อให้เกิดผลที่เป็นไปได้ตามมา...

เพียซไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ความหมาย เพราะคิดว่ามันไม่ได้ทำให้เกิดอะไรใหม่ แต่เป็นเพียงการซ้ำความเท่านั้น...

สิ่งที่รับรู้ได้จากประสาทสัมผัส และเป็นไปทางปฏิบัติ เป็นรากฐานของความคิดที่ชัดเจน...

ความแตกต่างกันในผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ จะชี้ให้เห็นว่าความคิดนั้นมีความหมายต่างกัน...

หลักการเข้าถึงความแจ่มแจ้งทางความคิดจึงต้องพิจารณาดูว่ามีผลอะไรที่เกิดจากความคิดนั้น และการรู้ผลในทางปฏิบัติของสิ่งใด ก็คือความคิดความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งนั้น..

ความคิดใดจะมีความหมายกระจ่างก็โดยการพิจารณาที่ผล ซึ่งอาจเป็นไปได้ในแง่ปฏิบัติ...

......

กฎของความชัดเจนในความเข้าใจ มี ๓ ระดับ คือ

  1. พิจารณาผลต่างๆ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้
  2. เราคิดถึง สิ่งหนึ่ง ของแนวคิดที่ชัดเจนในใจได้
  3. แนวคิดที่ชัดเจนในใจของผลต่างๆ เหล่านี ก็คือแนวคิดที่ชัดเจนในใจของ สิ่งหนึ่ง

ทฤษฎีของเพียซ เ้น้นความสัมพันธ์ระหว่างความคิด การกระทำ และความประพฤติของมนุษย์ แต่การกระทำเป็นเพียงวิธีการ มิใช่จุดหมายปลายทาง การพยายามทำให้ความเป็นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงนั้น เป็นสิ่งที่ใช้ให้เห็นว่า ความคิดนั้นมี ความหมาย ขึ้นมา....